ข่าวการเทคโอเวอร์ของ เกลเซอร์ในสโมสร ที่ใหญ่ที่สุดของโลก นี่ก็มีมานานแล้วละครับ แล้วก็มีข่าว ประท้วงในอังกฤษออกมาเรื่อยๆ ไอ้ผมก็สงสัยว่าที เฮียหมี "โรมัน อับราฮิโมวิช" เทคเชลซึไม่เห็นมีใครว่าอะไรเลย แต่พอเป็นเศรษฐีมะกัน บ้าง ทำไมประท้วงกันวุ่นวาย ลงข่าวใหญ่โต บอกว่าจะทำให้สโมสรเจ๊ง! ข่าวจากหนังสือพิมพ์กีฬา เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ผมไม่เชื่อครับ นักข่าวกีฬาจะไปรู้เรื่องธุรกิจได้ไง ว่าแล้วไหนๆก็ไหนๆเป็นนักลงทุนสมัครเล่นอยู่แล้ว ก็ลองคุ้ยแบบ นักการเงินดู
1. Man U มีอะไร?
ข้อมูลตรงนี้อ้างอิงจากงบการเงินประจำปี 2004 ของ MAN U นะครับ (หายากมากครับ อยู่ในเว็ปผี เด็กหงส์อย่างผมทำใจไปโหลดมายากจริงๆ) สถานะทางการเงินของ Man U ต้องบอกว่าสุดยอดครับ โดยมีสินทรัพย์รวมหลังหักภาระผูกพันประมาณ 173 ล้านปอนด์ โดยตีมูลค่านักเตะทั้งทีมเพียง 78 ล้านเท่านั้น
ชื่อ | มูลค่าเดิม | มูลค่าใหม่ |
| Bellion | 2.1 | 2.1 |
| Djemba Djemba | 2.7 | 2.7 |
| Ferdinand | 19 | 19 |
| Fortune | 0.06 | 1.5 |
| Heinze | 6.6 | 8 |
| Howard | 1.6 | 2 |
| Keane | 0 | 0.5 |
| Kelbason | 4.6 | 4.6 |
| Lopez | 0.5 | 0.5 |
| Ronaldo | 9.5 | 17 |
| Saha | 11.3 | 6 |
| Silvestre | 0.4 | 6 |
| Smith | 6.8 | 6 |
| Solskjaer | 0 | 0.5 |
| Van Nistelrooy | 9.3 | 18 |
| Caroll | 0.9 | 1 |
| other | 2.4 | 2.4 |
| รวม | 77.7 | 97.8 |
นั่นคือทั้งหมดที่ลงบัญชีไว้ครับ ช่องแรกคือที่ลงบัญชีไว้ ช่องที่สองคือที่ผมลองปรับว่าถ้าขายจริงน่าจะได้เท่านี้ สังเกตนะครับ ไม่มีเฟอร์กี่เบ็บ ซึ่งไม่มีราคาประเมินเนื่องจากไม่ได้ซื้อมา แต่ผมดูคร่าวๆก็คงได้ราวๆ 20 ล้านเป็นอย่างต่ำละครับ ซึ่งหมายความว่ามูลค่าของ man u สูงกว่าที่ลงบัญชีไว้ อย่างน้อย 40 ล้านปอนด์ทีเดียว
Man U มีรายได้ในปี 2004 ถึง 169 ล้าน และเป็นกำไรจากผลดำเนินงาน(ก่อนหักภาษีและค่าเสื่อมราคา) 29.9 ล้านหลังหักภาษีแล้วเหลือ 19 ล้านครับ นี่ขนาดรวมผลขาดทุนจากการซื้อขายนักเตะไปแล้ว 21 ล้านนะครับ
มูลค่าในกรณีซื้อ Man U ทั้งสโมสร (ซึ่งเกลเซอร์ซื้อไปแล้ว) คำนวณได้ที่ 782.2 ล้าน หรือประมาณ 4.5 เท่าของสินทรัพย์สุทธิในสโมสร ราคานี้เหมาะสมหรือไม่มูลค่าทางทฤษฏีของแมนยู เป็นเท่าไหร่ ไว้ต่อตอนหน้าครับ
edit @ 2005/06/14 21:52:58
edit @ 2005/06/14 21:54:16
ต่อจาก entry ที่แล้ว ผมเข้าใจว่าคงมีคนงงๆว่า มันทำอะไรอยู่หว่า ก็ขอตอบว่า ผมกำลังพยายามประเมินมูลค่ากิจการ(Firm Valuation )ของ Man U ครับ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจแนวคิดของ เกลเซอร์ ได้ดีขึ้น(จะดูความคิดนักลงทุน ต้องมองแบบนักลงทุน) วิธีการนี้ยังใช้เป็นหลักในการตัดสินใจซื้อขายหุ้นของนักลงทุนที่เน้นปัจจัยพื้นฐานด้วยนะครับ
2. นักลงทุนทั่วไปเห็นอะไร?
ราคาซื้อที่ 4.5 เท่าของสินทรัพย์สุทธิที่เกลเซอร์ซื้อนั้น จัดได้ว่าแพงมากครับ เมื่อผนวกกับการทำกำไรตกต่ำของ Man U ด้วยแล้ว ทำให้มีอัตรา ราคาต่อกำไร(P/E Ratio) สูงถึง 39.3 เท่า ณ ราคาขนาดนี้ และภาพการทำกำไรที่ไม่สดใสก็คงทำให้ผู้ถือหุ้นตัดสินใจไม่ยากที่จะขายครับ เมื่อผนวกกับราคาหุ้นที่ 238 เพนนีต่อหุ้น นั้น หากตัดสินใจขายให้เกลเซอร์ที่ 300 เพนนี ก็จะได้กำไรทันทีถึง 31% ซึ่งก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกลเซอร์เก็บหุ้นจำนวนมากได้ไม่ยากครับ
3. เกลเซอร์ เห็นอะไร?
เกลเซอร์คงไม่หวังซื้อมาขาดทุนแน่ครับ แม้ราคาจะสูงขนาดนั้น แต่ถ้าปรับสินทรัพย์ของ Man U ใหม่ โดยการปรับมูลค่านักเตะ และ สนามใหม่ Man U จะมีสินทรัพย์สูงถึง 360-450 ล้านปอนด์ทีเดียว ที่เป็นอย่างนี้เพราะ Man U ไม่ได้บันทึกมูลค่า โอล แทรฟฟอร์ด ไว้ในงบครับ เนื่องจากตัดค่าเสื่อมหมดแล้ว ดังนั้นในความเป็นจริงเกลเซอร์ซื้อที่ 1.73 - 2.17 เท่าของสินทรัพย์เท่านั้นซึ่งไม่แพงเท่าไรนัก
ข้อถัดมาคือกำไรครับ ในปี 2003 ทีมมีกำไรจากการซื้อขายนักเตะ 12 ล้านตรงข้ามกับปี 2004 ที่ขาดทุน โดยรายได้ก่อนการซื้อขายผู้เล่นทั้งสองปีไม่ต่างกันมากนัก ดังนั้นหาก เกลเซอร์มั่นใจว่าแก้ปัญหาตรงนี้ได้ PE ก็จะลดลงมาเหลือ 20 กว่าๆเท่านั้น ค่อนข้างสูง แต่ก็ดีขึ้น ยังไม่นับแผนการต่างๆที่เกลเซอร์วางไว้ซึ่งเกลเซอร์เชื่อว่าจะทำให้รายได้ของ Man U เพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายที่ 246.5 ล้านในปี 2010 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 52%
แต่ที่ผมคำนวณแล้วพบว่าสุดยอด คือ การหามูลค่าแท้จริงทางทฤษฏี ด้วยวิธี DCF ครับ โดยยึดรายได้ปีล่าสุด เป็นฐาน และมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 5.5% (ขึ้นค่าตั๋วตามเงินเฟ้อครับ Man U ทำได้อยู่แล้ว) แล้วคำนวณที่ผลตอบแทน 18% จะได้มูลค่าตามทฤษฏีที่ 817.5 ล้าน เกลเซอร์ยังซื้อถูกกว่ามูลค่าตามทฤษฏีอยู่ 5%!
คราวหน้ามาดูว่า แล้วเกลเซอร์เอาเงินจากไหนมาซื้อครับ แล้ว Man U ในยุคเกลเซอร์จะเป็นอย่างไร
edit @ 2005/06/16 00:03:09
อาทิตย์ที่แล้ว Paepae เขียนเรื่องการเทรดหุ้นแบบ Day Tradeไปแล้ว ก็เกิดการคันไม้คันมืออยากจะเล่าบ้างละครับ ว่าไปไงมาไง โปรแกรมเมอร์คนหนึ่งถึงได้หันมาสนใจตลาดทุนไทย
ผมได้ยินคำนี้ครั้งแรกๆ คงเป็นจากเพลงของคาราบาวครับ "คนจนวกวนเล่นหวย คนรวยๆเขาไปเล่นหุ้น" ผมเป็นคนเกลียดการพนันครับ ก็เลยตีว่า หวย กับหุ้นมันก็คงคล้ายๆกันแหละ แล้วก็ไม่ได้สนใจอะไรมัน จนเมื่อราวๆ 3 ปีก่อน มีเพื่อนคนหนึ่งเปิดประเด็นว่าทำไมรัฐบาลถึงอาศัยความคึกคักของตลาดหุ้น เป็น ตัวชี้วัดเศรษฐกิจช่วงนั้นก็อภิปรายกันกว้างขวางแล้วก็ทำให้หลายๆคนในรุ่นตอนนั้น ตัดสินใจไปหาความรู้เพิ่มเติม
Paepae กับผมสมัครขอเข้ารับอบรมโครงการ นักลงทุนรุ่นใหม่ ของตลาดหลักทรัพย์ แต่เนื่องจากที่มีจำกัดครับ Paepae ก็เลยได้ไปอบรมคนเดียว ตัวผมเองก็อาศัยการอ่านหนังสือเองทดแทนเอา หนังสือที่อ่านเล่มแรกๆ เป็นหนังสือ ของวีระ ธีรภัทร ครับ อ่านจบก็รู้สึกมันไม่ต่างจากหวยซักเท่าไหร่ รู้สึกว่าไม่น่าใช่ก็เลยเข้าหอสมุด เอาหนังสือชื่อ หลักการลงทุน ของอาจารย์ พัชรีมาอ่าน
ก็ได้หลักการกับทฤษฏีขั้นต้นมาเยอะครับ แต่คำถามที่ยังรบกวนจิตใจคือ ถ้ามันทำนายได้แม่นเป๊ะตามทฤษฏียังงี้ ทำไมยังมีคนขาดทุนอีกล่ะ แล้วไอ้กราฟยึกยือ ที่เขาอ่านๆกันนั่นหมายความว่ายังไง ผมสรุปว่าเมื่อยังมีข้อสงสัยพวกนี้แสดงว่ายังศึกษาไม่พอครับ แต่ก็ไม่รู้จะไปอ่านอะไรแล้ว ก็เลยเพลาๆไป
จบปี 3 ก็ต้องไปฝึกงาน ช่วงนั้นก็ไล่ล่าหนังสือชุด วาทะของคนดังมาอ่านครับ ตั้งแต่ บิล เกตต์ โอปร่า วินเฟรย์ แล้วก็มาถึง วอร์เรน บัฟเฟต หนังสือเล่มนี้ไปจุดประเด็นการลงทุนในตลาดหุ้นของผมขึ้นมาใหม่ บัฟเฟตมีหลักการลงทุนที่ชัดเจนและถูกใจผมมาก มันอาศัยการคำนวณอย่างถ่องแท้ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในธุรกิจ และความสำนึกว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบและต้องมีส่วนป้องกันความผิดพลาดเสมอ บัฟเฟตแสดงให้เห็นว่า ขาดทุน หรือกำไร เราเลือกได้ ผมตัดสินใจว่า เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด ผมจะเล่นหุ้น ผมก็ต้องตามเซียนหุ้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกคนนี้แหละ บัฟเฟต ใช้กลยุทธการลงทุนที่อาจเรียกได้ว่า การลงทุนแบบเน้นคุณค่าฉบับประยุกต์ ซึ่ง ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นำเข้ามาใช้ได้ผลแล้วในประเทศไทย ผมไล่ล่าหนังสือทุกเล่มของ ดร. มาอ่าน ยิ่งอ่านก็ยิ่งถูกใจ การลงทุนลักษณะนี้ ไม่ตามภาวะตลาด ไม่ต้องตามราคาหุ้น ติดตามข่าวเพียงวันละครั้ง ก็เพียงพอ และที่สำคัญที่สุด คือ เซียนหุ้นจำนวนมากในประวัติศาสตร์วอลสตรีท ประสบความสำเร็จด้วยปรัชญาการลงทุนเช่นนี้
ผมใช้เวลาตลอดเทอมแรก ของปี 4 ทำความเข้าใจหลักการของการลงทุนสไตร์นี้ และพบว่า มันต้องการทักษะ หลายด้านเหลือเกินเพื่อที่ ทำให้สามารถนำมันมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งผมไม่มีซักอย่าง การเร่งพัฒนาความรู้ทางการเงินกลายเป็นเรื่องที่จำเป็น พร้อมๆกับการติดตามภาวะตลาดหุ้นไทย เพื่อเก็บเป็นฐานข้อมูลสะสมก่อนลงสนามจริง ในปีถัดไป นอกจากนี้ ผมก็ต้องเตรียมตัวสำหรับทำโปรเจ็กสำหรับจบการศึกษา ช่วงนั้นผมต้องทำหลายๆอย่างมากในเวลาเดียวกัน แต่ก็สนุกจริงๆครับ(ต่อคราวหน้า)