Value-Investor

Man U is for SALE! (1)

posted on 14 Jun 2005 20:55 by house  in Value-Investor

ข่าวการเทคโอเวอร์ของ เกลเซอร์ในสโมสร ที่ใหญ่ที่สุดของโลก นี่ก็มีมานานแล้วละครับ แล้วก็มีข่าว ประท้วงในอังกฤษออกมาเรื่อยๆ ไอ้ผมก็สงสัยว่าที เฮียหมี "โรมัน อับราฮิโมวิช" เทคเชลซึไม่เห็นมีใครว่าอะไรเลย แต่พอเป็นเศรษฐีมะกัน บ้าง ทำไมประท้วงกันวุ่นวาย ลงข่าวใหญ่โต บอกว่าจะทำให้สโมสรเจ๊ง! ข่าวจากหนังสือพิมพ์กีฬา เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ผมไม่เชื่อครับ นักข่าวกีฬาจะไปรู้เรื่องธุรกิจได้ไง ว่าแล้วไหนๆก็ไหนๆเป็นนักลงทุนสมัครเล่นอยู่แล้ว ก็ลองคุ้ยแบบ นักการเงินดู

1. Man U มีอะไร?
ข้อมูลตรงนี้อ้างอิงจากงบการเงินประจำปี 2004 ของ MAN U นะครับ (หายากมากครับ อยู่ในเว็ปผี เด็กหงส์อย่างผมทำใจไปโหลดมายากจริงๆ) สถานะทางการเงินของ Man U ต้องบอกว่าสุดยอดครับ โดยมีสินทรัพย์รวมหลังหักภาระผูกพันประมาณ 173 ล้านปอนด์ โดยตีมูลค่านักเตะทั้งทีมเพียง 78 ล้านเท่านั้น

ชื่อ

มูลค่าเดิม

มูลค่าใหม่

Bellion2.12.1
Djemba Djemba2.72.7
Ferdinand1919
Fortune0.061.5
Heinze6.68
Howard1.62
Keane00.5
Kelbason4.64.6
Lopez0.50.5
Ronaldo9.517
Saha11.36
Silvestre0.46
Smith6.86
Solskjaer00.5
Van Nistelrooy9.318
Caroll0.91
other2.42.4
รวม77.797.8


นั่นคือทั้งหมดที่ลงบัญชีไว้ครับ ช่องแรกคือที่ลงบัญชีไว้ ช่องที่สองคือที่ผมลองปรับว่าถ้าขายจริงน่าจะได้เท่านี้ สังเกตนะครับ ไม่มีเฟอร์กี่เบ็บ ซึ่งไม่มีราคาประเมินเนื่องจากไม่ได้ซื้อมา แต่ผมดูคร่าวๆก็คงได้ราวๆ 20 ล้านเป็นอย่างต่ำละครับ ซึ่งหมายความว่ามูลค่าของ man u สูงกว่าที่ลงบัญชีไว้ อย่างน้อย 40 ล้านปอนด์ทีเดียว

Man U มีรายได้ในปี 2004 ถึง 169 ล้าน และเป็นกำไรจากผลดำเนินงาน(ก่อนหักภาษีและค่าเสื่อมราคา) 29.9 ล้านหลังหักภาษีแล้วเหลือ 19 ล้านครับ นี่ขนาดรวมผลขาดทุนจากการซื้อขายนักเตะไปแล้ว 21 ล้านนะครับ

มูลค่าในกรณีซื้อ Man U ทั้งสโมสร (ซึ่งเกลเซอร์ซื้อไปแล้ว) คำนวณได้ที่ 782.2 ล้าน หรือประมาณ 4.5 เท่าของสินทรัพย์สุทธิในสโมสร ราคานี้เหมาะสมหรือไม่มูลค่าทางทฤษฏีของแมนยู เป็นเท่าไหร่ ไว้ต่อตอนหน้าครับ


edit @ 2005/06/14 21:52:58
edit @ 2005/06/14 21:54:16

Man U is for SALE! (2)

posted on 15 Jun 2005 22:15 by house  in Value-Investor

ต่อจาก entry ที่แล้ว ผมเข้าใจว่าคงมีคนงงๆว่า มันทำอะไรอยู่หว่า ก็ขอตอบว่า ผมกำลังพยายามประเมินมูลค่ากิจการ(Firm Valuation )ของ Man U ครับ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจแนวคิดของ เกลเซอร์ ได้ดีขึ้น(จะดูความคิดนักลงทุน ต้องมองแบบนักลงทุน) วิธีการนี้ยังใช้เป็นหลักในการตัดสินใจซื้อขายหุ้นของนักลงทุนที่เน้นปัจจัยพื้นฐานด้วยนะครับ

2. นักลงทุนทั่วไปเห็นอะไร?

ราคาซื้อที่ 4.5 เท่าของสินทรัพย์สุทธิที่เกลเซอร์ซื้อนั้น จัดได้ว่าแพงมากครับ เมื่อผนวกกับการทำกำไรตกต่ำของ Man U ด้วยแล้ว ทำให้มีอัตรา ราคาต่อกำไร(P/E Ratio) สูงถึง 39.3 เท่า ณ ราคาขนาดนี้ และภาพการทำกำไรที่ไม่สดใสก็คงทำให้ผู้ถือหุ้นตัดสินใจไม่ยากที่จะขายครับ เมื่อผนวกกับราคาหุ้นที่ 238 เพนนีต่อหุ้น นั้น หากตัดสินใจขายให้เกลเซอร์ที่ 300 เพนนี ก็จะได้กำไรทันทีถึง 31% ซึ่งก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกลเซอร์เก็บหุ้นจำนวนมากได้ไม่ยากครับ

3. เกลเซอร์ เห็นอะไร?

เกลเซอร์คงไม่หวังซื้อมาขาดทุนแน่ครับ แม้ราคาจะสูงขนาดนั้น แต่ถ้าปรับสินทรัพย์ของ Man U ใหม่ โดยการปรับมูลค่านักเตะ และ สนามใหม่ Man U จะมีสินทรัพย์สูงถึง 360-450 ล้านปอนด์ทีเดียว ที่เป็นอย่างนี้เพราะ Man U ไม่ได้บันทึกมูลค่า โอล แทรฟฟอร์ด ไว้ในงบครับ เนื่องจากตัดค่าเสื่อมหมดแล้ว ดังนั้นในความเป็นจริงเกลเซอร์ซื้อที่ 1.73 - 2.17 เท่าของสินทรัพย์เท่านั้นซึ่งไม่แพงเท่าไรนัก

ข้อถัดมาคือกำไรครับ ในปี 2003 ทีมมีกำไรจากการซื้อขายนักเตะ 12 ล้านตรงข้ามกับปี 2004 ที่ขาดทุน โดยรายได้ก่อนการซื้อขายผู้เล่นทั้งสองปีไม่ต่างกันมากนัก ดังนั้นหาก เกลเซอร์มั่นใจว่าแก้ปัญหาตรงนี้ได้ PE ก็จะลดลงมาเหลือ 20 กว่าๆเท่านั้น ค่อนข้างสูง แต่ก็ดีขึ้น ยังไม่นับแผนการต่างๆที่เกลเซอร์วางไว้ซึ่งเกลเซอร์เชื่อว่าจะทำให้รายได้ของ Man U เพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายที่ 246.5 ล้านในปี 2010 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 52%

แต่ที่ผมคำนวณแล้วพบว่าสุดยอด คือ การหามูลค่าแท้จริงทางทฤษฏี ด้วยวิธี DCF ครับ โดยยึดรายได้ปีล่าสุด เป็นฐาน และมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 5.5% (ขึ้นค่าตั๋วตามเงินเฟ้อครับ Man U ทำได้อยู่แล้ว) แล้วคำนวณที่ผลตอบแทน 18% จะได้มูลค่าตามทฤษฏีที่ 817.5 ล้าน เกลเซอร์ยังซื้อถูกกว่ามูลค่าตามทฤษฏีอยู่ 5%!


คราวหน้ามาดูว่า แล้วเกลเซอร์เอาเงินจากไหนมาซื้อครับ แล้ว Man U ในยุคเกลเซอร์จะเป็นอย่างไร

edit @ 2005/06/16 00:03:09

Rookie Investor

posted on 19 Jun 2005 20:46 by house  in Value-Investor

อาทิตย์ที่แล้ว Paepae เขียนเรื่องการเทรดหุ้นแบบ Day Tradeไปแล้ว ก็เกิดการคันไม้คันมืออยากจะเล่าบ้างละครับ ว่าไปไงมาไง โปรแกรมเมอร์คนหนึ่งถึงได้หันมาสนใจตลาดทุนไทย

ผมได้ยินคำนี้ครั้งแรกๆ คงเป็นจากเพลงของคาราบาวครับ "คนจนวกวนเล่นหวย คนรวยๆเขาไปเล่นหุ้น" ผมเป็นคนเกลียดการพนันครับ ก็เลยตีว่า หวย กับหุ้นมันก็คงคล้ายๆกันแหละ แล้วก็ไม่ได้สนใจอะไรมัน จนเมื่อราวๆ 3 ปีก่อน มีเพื่อนคนหนึ่งเปิดประเด็นว่าทำไมรัฐบาลถึงอาศัยความคึกคักของตลาดหุ้น เป็น ตัวชี้วัดเศรษฐกิจช่วงนั้นก็อภิปรายกันกว้างขวางแล้วก็ทำให้หลายๆคนในรุ่นตอนนั้น ตัดสินใจไปหาความรู้เพิ่มเติม

Paepae กับผมสมัครขอเข้ารับอบรมโครงการ นักลงทุนรุ่นใหม่ ของตลาดหลักทรัพย์ แต่เนื่องจากที่มีจำกัดครับ Paepae ก็เลยได้ไปอบรมคนเดียว ตัวผมเองก็อาศัยการอ่านหนังสือเองทดแทนเอา หนังสือที่อ่านเล่มแรกๆ เป็นหนังสือ ของวีระ ธีรภัทร ครับ อ่านจบก็รู้สึกมันไม่ต่างจากหวยซักเท่าไหร่ รู้สึกว่าไม่น่าใช่ก็เลยเข้าหอสมุด เอาหนังสือชื่อ หลักการลงทุน ของอาจารย์ พัชรีมาอ่าน

ก็ได้หลักการกับทฤษฏีขั้นต้นมาเยอะครับ แต่คำถามที่ยังรบกวนจิตใจคือ ถ้ามันทำนายได้แม่นเป๊ะตามทฤษฏียังงี้ ทำไมยังมีคนขาดทุนอีกล่ะ แล้วไอ้กราฟยึกยือ ที่เขาอ่านๆกันนั่นหมายความว่ายังไง ผมสรุปว่าเมื่อยังมีข้อสงสัยพวกนี้แสดงว่ายังศึกษาไม่พอครับ แต่ก็ไม่รู้จะไปอ่านอะไรแล้ว ก็เลยเพลาๆไป

จบปี 3 ก็ต้องไปฝึกงาน ช่วงนั้นก็ไล่ล่าหนังสือชุด วาทะของคนดังมาอ่านครับ ตั้งแต่ บิล เกตต์ โอปร่า วินเฟรย์ แล้วก็มาถึง วอร์เรน บัฟเฟต หนังสือเล่มนี้ไปจุดประเด็นการลงทุนในตลาดหุ้นของผมขึ้นมาใหม่ บัฟเฟตมีหลักการลงทุนที่ชัดเจนและถูกใจผมมาก มันอาศัยการคำนวณอย่างถ่องแท้ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในธุรกิจ และความสำนึกว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบและต้องมีส่วนป้องกันความผิดพลาดเสมอ บัฟเฟตแสดงให้เห็นว่า ขาดทุน หรือกำไร เราเลือกได้ ผมตัดสินใจว่า เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด ผมจะเล่นหุ้น ผมก็ต้องตามเซียนหุ้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกคนนี้แหละ บัฟเฟต ใช้กลยุทธการลงทุนที่อาจเรียกได้ว่า การลงทุนแบบเน้นคุณค่าฉบับประยุกต์ ซึ่ง ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นำเข้ามาใช้ได้ผลแล้วในประเทศไทย ผมไล่ล่าหนังสือทุกเล่มของ ดร. มาอ่าน ยิ่งอ่านก็ยิ่งถูกใจ การลงทุนลักษณะนี้ ไม่ตามภาวะตลาด ไม่ต้องตามราคาหุ้น ติดตามข่าวเพียงวันละครั้ง ก็เพียงพอ และที่สำคัญที่สุด คือ เซียนหุ้นจำนวนมากในประวัติศาสตร์วอลสตรีท ประสบความสำเร็จด้วยปรัชญาการลงทุนเช่นนี้

ผมใช้เวลาตลอดเทอมแรก ของปี 4 ทำความเข้าใจหลักการของการลงทุนสไตร์นี้ และพบว่า มันต้องการทักษะ หลายด้านเหลือเกินเพื่อที่ ทำให้สามารถนำมันมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งผมไม่มีซักอย่าง การเร่งพัฒนาความรู้ทางการเงินกลายเป็นเรื่องที่จำเป็น พร้อมๆกับการติดตามภาวะตลาดหุ้นไทย เพื่อเก็บเป็นฐานข้อมูลสะสมก่อนลงสนามจริง ในปีถัดไป นอกจากนี้ ผมก็ต้องเตรียมตัวสำหรับทำโปรเจ็กสำหรับจบการศึกษา ช่วงนั้นผมต้องทำหลายๆอย่างมากในเวลาเดียวกัน แต่ก็สนุกจริงๆครับ(ต่อคราวหน้า)