Finance

ก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องน้ำมันแพง น้ำมันถูกในปัจจุบันหรอกครับ อาทิตย์ก่อน ผมได้หนังสือชื่อ กลยุทธ์การตั้งราคา มาซึ่งชี้ประเด็นน่าสนใจขึ้นมาประเด็นหนึ่งก็เลยจะหยิบมาเล่าให้ฟัง

หนังสือตั้งคำถามว่า เนื่องจากทุกคนพร้อมจะซื้อน้ำมันจากใครก็ได้ที่ขายถูกที่สุด ทำไมเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกขยับสูงขึ้น ผู้ค้าทุกรายจึงขึ้นราคาตามในทันที โดยไม่มีใครคิดตัดราคา?

 สมมุติว่าทุกรายมีสต็อกน้ำมันดิบที่ 100 ดอลลาห์ต่อบาเรลล์  บริษัทน้ำมันต้องการกำไร 1 ดอลลาห์ต่อบาเรลล์ แต่ทันทีที่ราคาน้ำมันขยับไปที่ 105 ดอลลาห์ต่อบาเรลล์ ทุกบริษัทจะประกาศราคาขายที่ 106 ดอลลาห์ทันที ทั้งๆที่ใครขายที่ 101 ดอลลาห์ก็ยังได้กำไร และจะขายเพิ่มได้เป็นจำนวนมาก แต่ทำไมไม่มีใครทำ

คำตอบแวบแรก -ปตท ผูกขาด

แวบสอง - ตลาดโลกไม่ได้มีแค่ ปตท นี่หว่า มันมาเป็น case study นี่แปลว่ามันฮั้วกันทั้งโลกเลยรึ

 

 ว่าแล้วก็ดูเฉลยดีกว่า
หนังสืออธิบายว่า ในแต่ละช่วงเวลา บริษัทน้ำมันจะมีสองกิจกรรมหลัก

1. ขายน้ำมันในสต็อก

2. ซื้อน้ำมันมาเติมในสต็อกให้เต็ม

 การตั้งราคาที่อิงกับต้นทุนเดิมจะทำให้  เงินที่จ่ายเนื่องจาก 2 มากกว่าเงินที่ได้จาก 1 และทำให้ได้กำไรเชิงตัวเลข แต่เงินไหลออกทุกๆบาเรลล์ที่ขายไป

 ว่าแล้วผมก็เลยลองดู

 

period 1 2 3 4 5 6 7 8
World Price 105 110.25 115.76 121.55 127.63 134.01 140.71 147.75
                 
Inventory 105 109.2 114.45 120.13 126.13 132.43 139.05 146.01
Buy-in 88.2 92.61 97.24 102.1 107.21 112.57 118.2 113.47
                 
sale(Avr price) 86.52 89.98 94.31 98.99 103.93 109.13 114.58 120.31
profit 2.52 2.62 2.75 2.88 3.03 3.18 3.34 3.5
cash in -1.68 -2.63 -2.93 -3.11 -3.28 -3.44 -3.62 6.84
Acc cash -1.68 -4.31 -7.24 -10.36 -13.64 -17.08 -20.69 -13.85
retain earning 2.52 5.14 7.89 10.77 13.8 16.98 20.31 23.82

 

 ผมกำหนดให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นช่วงละ 5% บริษัทมีสต็อก 100 หน่วย ในแต่ละช่วงเวลา บริษัทจะขายน้ำมันออกไป 80% และซื้อกลับเข้ามาจากตลาดโลก บริษัทคิดกำไร 3%ต่อหน่วย

 ผลคือ ตลอด 8 ช่วงที่ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น บริษัทมีกำไร 23.82 หน่วย แต่เงินสดลดลงไป 13.85 ทำให้อยู่ในภาวะยิ่งขายยิ่งเจ๊ง กำไรเป็นตัวเลข แต่เงินจ่ายออกนี่ของจริง นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมบริษัทน้ำมันถึงไม่ทำแบบนี้กัน

แต่ถ้าเปลี่ยนมาตั้งราคาจากราคาตลาดโลกผลก็จะเป็นแบบนี้

 

period 1 2 3 4 5 6 7 8
World Price 105 110.25 115.76 121.55 127.63 134.01 140.71 147.75

               
Inventory 105 109.2 114.45 120.13 126.13 132.43 139.05 146.01
Buy-in 88.2 92.61 97.24 102.1 107.21 112.57 118.2 113.47
sale(replace price) 90.85 95.39 100.16 105.17 110.42 115.95 121.74 116.87
profit 6.85 8.03 8.6 9.06 9.52 10 10.5 0.07
cash in 2.65 2.78 2.92 3.06 3.22 3.38 3.55 3.4
Acc cash 2.65 5.42 8.34 11.4 14.62 18 21.54 24.95
retain earning 6.85 14.87 23.47 32.53 42.05 52.05 62.55 62.62

 

 กำไรสูงกว่า ในขณะเดียวกันเงินสดก็ไหลเข้าบริษัทเพิ่มขึ้น

 หลังจากอ่านจบ ก็คิดต่อไป อ้่าวแล้วเวลาน้ำมันลงล่ัะ? บริษัทน้ำมันจะลดราคาเมื่อไหร่?

คำตอบคือลดราคาทันที  เพราะถ้าไม่ลดบริืษัทอื่นที่มีสต็อกน้อยกว่า ก็จะชิงลดราคาก่อน แล้วลงท้ายก็ต้องลดตามอยู่ดี

ผลก็จะออกมาเป็นแบบนี้

period 9 10 11 12 13 14 15 16
World Price 141.84 136.16 130.72 125.49 120.47 115.65 111.02 106.58
                 
Inventory 142.67 137.46 132.07 126.8 121.73 116.87 112.19 107.7
Buy-in 108.93 104.57 100.39 96.37 92.52 88.82 85.27 81.86
sale(replace price) 112.2 107.71 103.4 99.27 95.29 91.48 87.82 84.31
profit -1.94 -2.26 -2.25 -2.18 -2.09 -2.01 -1.93 -1.85
cash in 3.27 3.14 3.01 2.89 2.78 2.66 2.56 2.46
Acc cash 28.22 31.35 34.36 37.26 40.03 42.7 45.25 47.71
retain earning 60.68 58.42 56.17 53.99 51.9 49.89 47.96 46.11


บริษัทขาดทุนก็จริง แต่กระแสเงินสดของบริษัทก็ยังเป็นบวก ส่วนที่ขาดทุนก็คือกำไรส่วนเกินที่บริษัทได้มาในช่้วงน้ำมันขึ้นราคานั่นเอง

คำถาม(ที่หนังสือมันไม่ตอบ) : ในไทยใครจะตัดราคา ปตท? แล้วจะเหลือแรงจูงใจอะไรให้ ปตท ลดราคา

 

edit @ 11 Jul 2008 17:39:06 by house

พ้นน้ำ

posted on 15 May 2008 10:53 by house  in Finance

มาจดไว้ซักหน่อย

 เข้าไปเช็ค port ตอนสิบโมงครึ่ง พบว่า ตัวเลขมูลค่าโผล่พ้นต้นทุนเป็นครั้งแรกนับจาก 1 มค 2551(พูดง่ายๆคือหลังปีใหม่มันขาดทุนมาตลอด) รวมระยะเวลาขาดทุนก็ 136 วันพอดิบพอดี

มูลค่าพอร์ตลดลงต่ำสุดเฉลี่ยประมาณ 8%  สาเหตุมาจาก หุ้นตัวหลักมีความไม่แน่นอนของกำไรในระยะกลางสูง และมีความแน่นอนว่ากำไรในระยะสั้นจะแย่ลง ส่งผลให้ราคาลดลงไปเกือบๆ 40% การลดลงนี้กระเทือนกำไรมาก เนื่องจากเคยถือเป็นสัดส่วนสูงเกือบครึ่งหนึ่งของพอร์ต(41% ณ วันต้นปี)

ตลอดสี่เดือนครึ่งที่ผ่านมา การแก้ไขสถานการณ์ทำโดยการระบายหุ้นหลักออกไปกว่าครึ่งหนึ่งในราคาลดกระหน่ำ 30-40% แล้วย้ายการลงทุนไปในกลุ่มที่มีแนวโน้มว่าปัจจัยพื้นฐานจะดีขึ้น หุ้นที่พื้นฐานไม่ดีถูกขายทิ้งทั้งหมด หุ้นในกลุ่มใส่เกียร์ว่าง ก็โดนระบายออกไปด้วยเช่นกัน 

 หุ้นที่นำเข้ามา โดยมากมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง แต่ได้รับผลกระทบในเชิงลบเกินกว่าความเป็นจริงในปีที่ผ่านมา การพื้นตัวของหุ้นกลุ่มนี้แบบยกเซ็ต บวกกับผลประกอบการแบบก้าวกระโดดของหุ้นที่เหลือ การแก้ไขปัญหาคงค้างในเรื่องผลตอบแทนผู้บริหารของบริษัทค้าเคมีแห่งหนึ่ง ส่งผลให้พอร์ตฟื้นตัวขึ้ืนมาได้ในที่สุด แนวโน้มทั้งหมดนี้เห็นชัดเจนมากว่าสองอาทิตย์แล้ว ค่อนข้างพอใจกับการตัดสินใจของตัวเองในต้นปีนี้มาก

 ปันผลปลายเดือนนี้และเงินภาษีที่กำลังจะได้คืน คงทำให้ปีนี้มีผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีได้ต่อไป

เวลาเป็นเงินเป็นทอง

posted on 12 May 2008 20:38 by house  in Finance

entry คณิตแสด คราวก่อน ความนิยมค่อนข้างดี ว่าแล้วก็เขียนต่อดีกว่า แต่เป็นคณิตศาสตร์เงินๆทองๆนะ เพราะผมชอบ

เราทุกคนรู้ดีว่า เงิน 1 บาทในวันนี้ย่อมมีค่ามากกว่าเงิน 1 บาทในอนาคต เพราะถ้าให้เลือกว่าจะรับเงินร้อยนึงวันนี้ หรือจะรับอาทิตย์หน้า แทบทุกคนคงบอกว่า เอามาวันนี้เลยดีกว่า อย่ามัวยึกยัก

แต่เอาใหม่ จะรับร้อยนึงวันนี้ หรือรอไปอีกอาทิตย์นึงแล้วรับสองร้อยล่ะ? คราวนี้เราจะพบว่าเสียงเริ่มแตก บางคนเอาวันนี้ หลายๆคนอาจจะยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ขอสองร้อยในอาทิตย์หน้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเวลาหนึ่งสัปดาห์ สำหรับแต่ละคน มีค่าไม่เท่ากัน คนรับเงินเลย มองว่า เวลา 1 อาทิตย์มีค่ามากกว่า 100 บาท การรับเงินในวันนี้ได้กำไรมากกว่า ในขณะที่คนรับทีหลังมองว่าเวลามีค่าน้อยกว่าเงิน 100 บาท ดังนั้นเขายินดีรอ

ในทางเศรษฐศาสตร์ เราจึงถือว่า เงินเ้ปลี่ยนมูลค่าไปได้ตามเวลา และเรียกว่า ค่าของเงินเทียบกับเวลา(Time Value Of Money) ค่านี้สำหรับแต่ละคนมีค่าไม่เท่ากัน โดยไปขึ้นกับค่าเสียโอกาส ของแต่ละคน เงิน 10,000 บาท สำหรับคนธรรมดาทั่วไป อาจมีค่าเพียง 10,200 ในปีหน้า(ฝากแบงค์ดอก 2%) แต่ในมือของนักธุรกิจมือฉมัง มันอาจมีค่าถึง 20,000 ในปีหน้าได้ไม่ยาก

ดังนั้น ถ้าเราๆท่านๆมีข้อเสนอว่าจะรับเงิน 10,000 วันนี้หรือ 12,000 ปีหน้า เราควรเลือกรับปีหน้า เพราะเราเองไม่มีปัญญาทำให้เงินงอกได้แบบนั้น แต่นักธุรกิจจะับอกว่าขอเงินวันนี้้เลย เพราะเขาทำได้ดีกว่านั้น นั่นแปลว่า เงินจำนวนเท่ากันในปัจจุบันของแต่ละคน ก็มีมูลค่าในอนาคตไม่เท่ากันเช่นกัีน  ซึ่งหาได้จาก

PV = FV/(1+i)^n 

 เมื่อ

PV = มูลค่าปัจจุบัน

FV = มูลค่าอนาคต

i = อัตราผลตอบแทนคาดหวัง-หน่วยเป็น %ต่องวด

n = จำนวนงวด(หรือปี)ที่ผ่านไปในอนาคต

 จะเห็นว่า ที่เ้งินเท่ากัน เวลาเท่ากัน(n, PV คงที่) การที่มูลค่าอนาคตไม่เท่ากัน เพราะว่าอัตราผลตอบแทนที่ทำได้ไม่เท่ากันนั่นเอง

 แนวคิดค่าของเงินเมื่อเทียบกับเวลานี้ ถูกเอามาใช้กว้างขวางในแวดวงการเงิน เช่นประกันชีวิตจะจ่าย 1 ล้านในอีก 20 ปีข้างหน้า สำหรับเบี้ยประกันวันนี้ ประกันชีวิตทำอย่างนั้นได้ เพราะมูลค่าปัจจุบันสำหรับเงิน 1 ล้านบาทในอนาคตนั้น ต่ำกว่าเบี้ยประกันรับในวันนี้ของเขา ในขณะเดียวกัน สำหรับคนทำประกันแล้วเขาจะคุ้มก็ต่อเมื่อ 1 ล้านบาทในอนาคต มีค่าสูงกว่า มูลค่าอนาคตของเบี้ยประกันที่เขาจ่าย 

 หรือที่ใกล้ตัวกว่านั้น ที่ธนาคารเสนอดอกเบี้ยแล้วเราเอาเงินไปฝาก เพราะมูลค่าอนาคตของการฝากธนาคารสูงกว่าการเก็บเงินไว้เฉยๆ และธนาคารยินดีให้ดอกเบี้ยเราเพราะว่าธนาคารเห็นว่ามูลค่าอนาคตของเงินที่ธนาคารได้ไป สูงกว่ามูลค่าอนาคตของเงินที่ธนาคารต้องจ่ายเรานั่นเอง

อาจกล่าวได้ว่า แท้จริงแล้ว "ดอกเบี้ยคือมูลค่าของเงินในระยะเวลา 1 ปี" นั่นเอง ดอกเบี้ยที่ใครได้ีรับก็คือมูลค่าเวลาของคนๆนั้น

แล้วคุณล่ะ เวลา 1 ปีมีมูลค่าเท่าไหร่?