posted on 18 Feb 2008 21:49 by house in Finance
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กฏหมายการเงินฉบับหนึ่่งที่มีึความพยายามผลักดันแบบกล้าๆกลัวๆฉบับหนึ่งก็ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เรียบร้อยแล้ว และจะมีผลบังคับใช้ในอีก 180 วันถัดไป(ราวเดือนสิงหาคม) กฏหมายฉบับนั้นได้แก่ พระราชบัญญัติ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก กดอ่านเองครับ ถ้าฟิตพอ
เนื้อหาคร่าวๆของกฏหมายฉบับนี้คือ ต่อไปนี้เงินในแบงค์จะไม่ได้ปลอดภัย 100% อีกแล้ว วันใดที่แบงค์ล้ม รัฐบาลจะค้ำประกันเงินฝากของประชาชนเป็นวงเงินสูงสุดเพียงหนึ่งล้านบาทต่อคนเท่านั้น
ตัวเลขนี้นับรวมทุกบัญชี ทุกสาขานะครับ เช่นผมมีเงินฝากสาขาเชียงใหม่ กรุงเทพ โคราช 3 บัญชี บัญชีละล้านบาท หากแจ็กพอตแตก แบงค์เำกิดล้มขึ้นมาแบบปี 40 ผมจะได้เงินคืนแค่ 1 ล้าน ส่วนอีกสองล้านถือเป็นค่าโง่ที่ผมไปฝากแบงค์ที่ไม่มั่นคง ไม่ได้คืน
เพื่อให้มีเวลาปรับตัว กฏหมายจะเริ่มจากการคุ้มครองเต็มวงเงิน ก่อนทยอยลดเหลือ 1 ล้านบาทในห้าปีถัดไป ตอนนี้ใครเงินเยอะ ก็เตรียมตัวได้แล้วครับ
สำหรับผม ตอนนี้หาทางให้มีเงินเก็บหนึ่งล้านก่อน เรื่องพรบ ไว้ว่ากันทีหลัง...
posted on 06 Mar 2008 20:32 by house in Finance
ฟอร์บจัดรายการคนรวยที่สุดในโลกทุกปี (ล่าสุด เกตต์ตกไปอยู่ที่สาม ปู่บัฟกลับมาเป็นที่ 1) ลองมาดูกลับทางดีกว่าครับ ว่าในโลกการเงิน การซื้อขายตราสารเจ๊งระดับโลกเป็นยังไงกันบ้าง
อันดับ 3 John Meriwether จาก Long Term Capital Management(LTCM) ทำไว้เมื่อปี 1998 เจ๊งเหนาะๆมูลค่า 5850 ล้านดอลลาห์ ก็ราวๆ แสนเจ็ดหมื่นล้านบาท
ผลเหรอครับ? LTCM ก็เจ๊งไปตามระเบียบ ความเสียหายนี้เกิดจากการลดค่าของ อนุพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกับดอกเบี้ย
อันดับ 2 Brian Hunter จาก เฮดฟันด์ ชื่อ Amaranth advisor ขาดทุนจากการลงทุนในตราสารเกี่ยวเนื่องกับราคาก๊าซธรรมชาติในปี 2006 รายการนี้จัดเป็นการล้มลงของเฮดฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ผล? อมารานต์ ก็เจ๊งไปอีกนั่นแหละ มูลค่าความเสียหาย 6700 ล้านดอลลาห์ ก็แค่สองแสนล้านบาทเอ๊ง
อันดับหนึ่ง พึ่งเกิดต้นปีที่ผ่านมานี้เอง เป็นกรณีที่น่าสงสารผู้เสียหายมากที่สุดในสามกรณี Jerome Kerviel จากธนาคาร Société Générale หรือซ็อคเจน โกงเงินธนาคารไปเก็งกำไรในตราสารอนุพันธ์ยูโรเปียน และสร้างผลขาดทุนให้ธนาคารตามล้างถึง 7100 ล้านดอลลาห์ โชคยังเป็นของซอคเจน ที่ธนาคารแข็งแกร่งพอรับผลขาดทุนได้โดยไม่ถึงกับต้องปิดกิจการส่วนนายเจโรมตัวดี ตอนนี้อยู่ระหว่างสู้คดีในศาล
เห็นยอดขาดทุนแล้วผมก็ไม่อยากเชื่อว่าคนๆเดียวจะทำให้เจ๊งกันได้เยอะขนาดนี้ -*- แต่เดาเอาเองว่าภายใน 1-2 ปีนี้ เราจะเห็นรายการขาดทุนที่ใหญ่กว่านี้ โดยมีเหตุผลมาจากซับไพรม์
ข้อมูลจาก wiki
posted on 09 Mar 2008 21:18 by house in Finance
คุณ xnanoob ขอมา เราจัดห้าย
ในปี 1995 ธนาคารเก่าแก่ที่สุดในอังกฤษ อายุกว่าสองร้อยปี อย่างธนาคารแบริ่ง ประกาศตัวล้มละลาย เนื่องจากขาดทุนจากการเก็งกำไรในตราสารอนุพันธ์ รวมมูลค่ากว่า 1400 ล้านดอลลาห์ ด้วยฝีมือของลูกจ้างคนหนึ่งชื่อ Nick Leeson
ลีสัน เกิดในวัตฟอร์ต ประเทศอังกฤษ และเข้ารับตำแหน่งในธนาคารแบริ่งสาขาสิงคโปร์ ในปี 1992 ลีสันสร้างความโดดเด่นแก่ตัวเอง เมื่อทำกำไรจากตราสารอนุพันธ์ถึง 10 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็น 10% ของกำไรทั้งธนาคาร
ผลงานอันโดดเด่นทำให้ลีสันได้โบนัสถึง 130,000 ปอนด์(ประมาณ 31 เดือน) ในปีนั้น
ผลงานของลีสันไม่ยั่งยืน แท้จริงแล้วในปี 1992 ลีสันขาดทุน 2 ล้านปอนด์ แต่ ลีสันใช้วิธีเปิดบัญชีสำหรับบันทึกผลขาดทุน และ้เลือกรายงานเฉพาะผลกำไร ผลงานของลีสัน แย่ลงตามลำดับ ในปี 1994 ลีสันทำให้แบริ่งขาดทุนถึง 208 ล้านปอนด์ อย่างไรก็ดี สำนักงานใหญ่ได้รับรายงานว่า ได้กำไร 102 ล้านแทน
สถานการณ์ที่แย่ลงเป็นลำดับทำให้ลีสันเสี่ยงยิ่งขึ้นเพื่อกู้เงินมาคืน วันที่ 16 มกราคม 1995 นิก ลีสัน เดิมพันครั้งใหญ่ โดยการขาย short stradle ตลาดหุ้นโตเกียว
การทำ stradle นั้น ผู้ขายจะได้กำไรเมื่อราคาแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 3 เหลี่ยมเล็กด้านบนในรูป แต่เหมือนชะตาเล่นตลก 17 มกราคม เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในโกเบ ใครก็เดาได้ว่าหุ้นต้องราคาตกมหาวินาศ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ นิกก็ตัดสินใจโกย ณ วันนั้น แบริ่งขาดทุนแล้วกว่า 800 ล้านปอนด์
พอวันที่ 26 กุมภา แบริ่งก็ประกาศล้มละลาย
ตัวลีสันเองหลังจากหลบหนีไปหลายประเทศ ก็ถูกจับกุมได้ในที่สุด และถูกตัดสินจำคุกก่อนจะพ้นโทษในปี 1999 ระหว่างที่อยู่ในคุก ลีสันเขียนหนังสือประวัติตัวเองขายในชื่อว่า Rogue Traderซึ่งถูกนำไปทำเป็นหนังในชื่อเดียวกัน
ปัจจุบัน ลีสัน อาศัยในไอซ์แลนด์ การกระทำของเขา ทำให้วงการเงินทั่วโลกเห็นความสำคัญของการตรวจสอบภายในมากขึ้น ลีสันจะสร้างความเสียหายสูงอย่างนั้นไม่ได้เลย หากถูกตรวจสอบโดยผู้อื่นเป็นระยะ
edit @ 9 Mar 2008 21:56:26 by house