Economic

เมื่อวานนี้ น้องผมไปพบว่า The Witcher:Enhance ซึ่งเป็นตัวเกมภาคแก้่ไขนั้นพึ่งออกมาเมื่อวา่น จิ้มราคาสรตะที่ อเมซอนได้ พันสองร้อยกว่าบาท

 

  ก็กะเอาว่าอีักซักพักจะไปเดินดูตามร้านในไทยว่าจะมีใครนำเข้ามาบ้าง เผื่อราคามันจะถูกลงกว่านี้ แต่แล้วก็โดนยิงคำถาม

 "เฮีย ทำไมราคาเกมไทยถูกกว่าเมืองนอก ขายในไทยกำไรหรือขาดทุน?"

พร้อมคำถามต่อเนื่อง

"ถ้าขายในไทยแล้วขาดทุน ขายทำไม ถ้าขายในไทยไม่ขาดทุน ทำไมเมืองนอกขายแพง?"

555 คำถามน่าสนใจมาก ได้เรื่องอัพบล็อกแล้ว

* ต่อจากนี้ตัวเลขทั้งหมดเป็นเรื่องสมมุติ*

 สมมุติว่าเกมนี้ใช้เงินในการผลิตไปทั้งสิ้น 80 ล้านบาท ปั๊ม DVD+กล่้อง+คู่มือ ใช้เงินแผ่้นละ 100 บาท คำถามคือ ต้นทุนต่อแผ่นเป็นเท่าไหร่?

100 บาท? ไม่ใช่แน่ ไม่งั้นเงินลงทุน 80 ล้านจะไปอยู่ตรงไหนล่ะ?

80ล้านกับอีก 100 นึง? ไม่ใช่แหงๆ ไม่้งั้นจะขายได้ไง?

 คำตอบคือเราไม่รู้ จนกว่าเราจะตอบได้ว่าเราจะขายกี่แผ่น เพราะราคาแต่ละแผ่นหลังหักต้นทุนที่ปั๊มตัวมันออกมาแล้ว ต้องเอาไปชดเชยต้นทุนคงที่คือค่าพัฒนาด้วย

 เพื่อให้เรื่องง่ายเข้า ผมจะสมมุติต่อว่า บริษัทรู้ว่าจะขายได้ 100,000แผ่น และมันต้องขายหมดด้วย ดังนั้น ต้นทุนของแต่ละแผ่นคือ

 

ค่าปั๊มแผ่น(100*100000) 10000000
ค่าพัฒนา
80000000
รวมต้นทุน 90000000
ต้นทุนต่อแผ่น(/100000)
900

ดังนั้น ถ้าขายที่แผ่้นละ 1200 บาท บริษัทจะได้กำไรทั้งสิ้น (1200-900)*100000= 30ล้านบาท

ทีนี้บริษัทอยากลองเอาเกมมาขายในประเทศสารขัณฑ์ โดยกะว่าจะขายได้ 2000 แผ่น ต้นทุนบริษัทเปลี่้ยนอีกแล้ว ได้แบบนี้


 

ค่าปั๊มแผ่น(100*102000) 10200000
ค่าพัฒนา
80000000
รวมต้นทุน 90200000
ต้นทุนต่อแผ่น(/102000)
884.31

บริษัทรู้ตัวว่า ถ้่าขา่ยแผ่นละ 1200 บา่ทเนี่ย คงไม่มีใครซื้อแน่นอน ขายประเทศจนๆแบบนี้ 500 ก็ดีเหลือแหล่ คำุถามคือ บริษัทควรเอาเข้ามาขายหรือเปล่าในเมื่อ 500 มันน้อยกว่า 884.31 ซึ่งเป็นต้นทุนต่อแผ่นเห็นๆ?

 

คำตอบคือขายครับ เพราะว่า

  ตลาดโลก
ตลาดโลก สารขัณฑ์
ราคา(ต่อหน่อย) 1200 1200 500
ต้นทุน(ต่อหน่วย) 900 884.31 884.31
กำไร(ต่อหน่วย) 300 315.69 -384.31
ยอดขาย(หน่วย) 100000 100000 2000
กำไรสุทธิ 30000000 31569000 -768620
      30800380

  ในไทยขาดทุน แต่ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 8 แสนบาท เพราะ ยอดขายในไทยทำให้ต้นทุนขายลดลงเร็วกว่าผลขาดทุนที่เกิดขึ้น

 

ปล. ผมคิดว่าโครงสร้างราคาแบบนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่เอื้อให้ของเถื่อนอยู่ได้ เพราะของเถื่อนไม่ต้องชดเชย ต้นทุนคงที่ ทำใ้หต้นทุนรวมต่ำ และทำให้มาตรฐานราคาในใจผู้บริโภคบิดเบือน

ปล2. สอบบัญชีเสาร์นี้ ยังอ่านไม่จบเลย

edit @ 25 Sep 2008 09:45:25 by house

edit @ 25 Sep 2008 10:25:05 by house

Entry นี้เขียนยากเอาเรื่อง ผมเขียนๆลบๆ หลายรอบละ

คราวก่อนคงเห็นแล้วว่า ความเสี่ยงของธุรกิจข้าวนั้นสูงมาก การช่วยชาวนาอย่างยั่งยืนทางหนึ่งคือต้องลดความเสี่ยงของชาวนาลงให้ได้มากที่สุด ซึ่งนโยบายของรัฐบาลที่แล้วๆมานั้นไม่ใช่(ไอเดียท่อนนี้ นำของ ดร โกร่ง และ ดร อัมมาล มาเรียบเรียงใหม่ครับ)

ชาวนามีความผันผวนทั้งสองด้าน คือรายจ่าย และรายได้ ลองดูทีละด้านครับ

ด้านรายได้ รัฐบาลอ้างว่าใช้การประกันราคา เพื่อลดความเสี่ยง แต่นี่เป็นความจริงหรือเปล่า?

คำตอบคือไม่ใช่ ชาวนาทำนาวันนี้ ปีหน้ารัฐบาลจะประกันราคาหรือไม่ ที่ราคาเท่าไหร่ ชาวนาควบคุมไม่ได้โดยสิ้นเชิง ไม่สามารถวางแผนใดๆได้เลย และเงินที่ัรัฐบาลใช้ก็หมดไปเป็นปีๆเท่านั้น พอปีหน้าก็ต้องเริ่มใหม่

ที่สำคัญข้าวที่รัฐบาลซื้อออกไปก็ไม่ได้หายไปไหน วนเวียนอยู่ในสต็อกที่ไหนซักที่นั่นแหละ ลงท้่ายก็มีแค่สองทางเลือก คือขายออกมาทำให้ราคาข้าวตก หรือไม่รัฐก็ยอมขาดทุนไปอีกปี

ดร. โกร่ง เสนอให้เลิกการประกันราคาข้าวอย่างเด็ดขาด แล้วเอาเงินก้อนเดียวกันนี่แหละไปทำระบบชลประทาน และระบบขนส่งเพื่อลดต้นทุนให้ชาวนาแทน

แต่ ดร. อัมมาล ต่อยอดไอเดียนี้ไปอีกขั้นครับ

ดร. อัมมาลเสนอ ให้ ธกส เข้ามาสร้างตลาด ประกันราคาข้าวให้เกษตรกร เกษตรกรสามารถจ่ายเบี้ยประกันข้าวกับธกส ได้ เช่น 400 บาท สำหรับข้าวปีหน้าที่ีราคา 14,000 บาท ถ้าชาวนาขายข้าวให้คนอื่นได้สูงกว่า 14,000 ก็ขายไปเลย แต่ถ้าขายไม่ได้สามารถขายให้ ธกส ได้ในราคาประกัน

ราคาเบี้ยถูกแพง ก็ขึ้นกับราคาประกันที่ต้องการ หากต้องการประกันที่ 15,000 บาท ชาวนาก็ต้องจ่ายค่าเบี้ยมากขึ้น วิธีนี้ทำให้ชาวนารู้ล่วงหน้าว่า รายได้ขั้นต่ำของตัวเองจะเป็นเท่าไหร่

ทางด้าน ธกส ก็จะทำการโอนความเสี่ยง โดยการขายสัญญาซื้อล่วงหน้า ให้กับโรงสีและ นักเก็งกำไร ซึ่งจะเข้ามาเก็งกำไรราคาข้าวล่วงหน้าแทน

วิธีนี้เกิดขึ้นครั้งแรก ในศตวรรษที่ 17 ในญี่ปุ่นครับ(เราตามเค้า 300 ปีเอ๊ง)

ประเด็นถัดมา อาจจะฟังดูไม่ดี แต่ทำอย่างไรราคาข้าวจึงจะอยู่ในระดับสูง?

ข้าวที่ขายกันในตลาดโลกมีแค่ 7% ของราคาข้าวทั้งหมด ดังนั้นเรากำหนดราคาข้าวแทบไมไ้ด้  ถ้าเราขายแพง แค่จีนครึ้มเอาข้าวในสต็อกขายตัดหน้าซักล้านตันเราก็เจ๊งเละเทะแล้ว

การที่ประเทศอุตสาหกรรมมีเกษตรกรไม่มาก เพราะต้องการคุมปริมาณผลผลิต เชื่อกันว่า ญี่ปุ่นสามารถเพิ่มอัตราการผลิตข้าวได้เป็น 2 เท่าถ้าจำเป็น ปัจจุบัน รัฐบาลประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลกจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรเพื่อให้ทิ้งพื้นที่บางส่วนไว้เฉยๆ

เอาล่ะ ผมรู้ครับว่าเราไม่มีตังค์จ่าย แต่ผมเห็นว่าเราต้องลดการผลิตข้าวลงให้ได้อย่างน้อย 25% การที่ข้าวลดลงเหลือใกล้เคียงกับอัตราบริโภคในประเทศ มีเหลือส่งออกนิดหน่อย จะทำให้ราคาข้าวดีขึ้นมาก และความผันผวนของราคาข้าวลดลง

การยกหนี้เกษตรกรและการปล่อยกู้แบบไม่คิดของ ธกส จึงทำให้ แรงงานส่วนเกินไม่ออกจากภาคการผลิตข้าว ทำให้ซัพพลายส่วนเกินสูงมาก และราคาข้าวตกต่ำมาตลอด

เจ้าสัวก็คิดในทำนองเดียวกัน เพราะในทฤษฏีสองสูงก็บอกว่าชาวนาต้องเหลือแค่ 1.5% และลดพื้นที่เพาะปลูกเหลือครึ่งเดียว การที่ผลผลิตเพิ่มขึ้่นสองเท่า ในขณะที่เกษตรกรลดลงไปมากกว่านั้นมาก แม้จะเสียค่าโสหุ้ย ค่าเมล็ดพันธ์ ค่าเก็บเกี่ยว ค่าหัวคิวจาก ซีพี จิปาถะ รายได้สุทธิของ ชาวนา ก็ควรจะเ้พิ่มขึ้นอยู่ดี

เอิ๊ก ยาวมาก ยังไม่จบด้วยครับ

edit @ 7 Jun 2008 22:03:13 by house

พอข้าวแพง ตอนนี้เราเห็นเจ้าสัวอย่างน้อยสองรายครับ ที่ประกาศเข้ามาเอี่ยวกับธุรกิจข้าว คือ เจ้าสัวซีพี กับ เจ้าสัวเบียร์ช้าง

ช่วงนี้เห็นหลายๆคน อัพบล็อกเกี่ยวกับทฤษฏีสองสูง ผมเลยต้องขุดเรื่องนี้มาคุยบ้าง เดี๋ยวตกเทรนด์

ผมสนใจเกี่ยวกับข้าวครั้งแรก 4-5 ปีก่อน จากหนังสือ คนเดินตรอก ของ ดร. โกร่ง ครับ ดร. เขียนไว้ชัดเจนว่า นโยบายจำนำราคาข้าว และพัีกหนี้เกษตรกร เป็นนโยบายทำลายชาติ ซึ่งขัดกับที่รัฐบาลทุกรัฐบาลทำมาตลอด 20 ปี

ความสนใจผมพุ่งสูงขึ้นอีก เมื่อกลุ่มนักลงทุนในไทยวีไอ กลุ่มหนึ่งเสนอความเห็นว่า เกษตรกรรมเป็นอาชีพที่ไม่เหมาะสำหรับคนรายได้น้อย และรัฐควรส่งเสริมธุรกิจอื่นให้ชาวนาดีกว่า

ก่อนมาปิดท้ายเมื่อคุณนรินทร์ ออกมาให้ความเห็นว่า การทำนา หรือเกษตรกรรมนั้น เป็นอาชีพสำหรับนายทุน โดยแท้

ผมสรุปความให้สั้นได้ว่า เพราะเกษตรกรรมเป็นธุรกิจที่มีวงจรเงินสดยาวมากกกกกกกกกก และ ราคาขายในอนาคต ผันผวนมาก

ถ้าเริ่มปลูกข้าววันนี้ เกษตรกร ต้องจ่ายค่าปุ๋ย ค่าหว่าน สารพัด แล้วก็จะมีแต่รายจ่ายไปจนกว่าจะขายข้าวได้ ซึ่งก็ร่วมๆครึ่งปี แุถมตอบไม่ได้อีกแน่ะ ว่าขายแล้วจะได้กำไรหรือขาดทุน

ชาวนาจนๆ ก็จะเริ่มจาก กู้เงิน มาทำนา แล้วก็ไปวัดดวงเอาว่าข้าวจะราคาดีหรือเปล่า ถ้าปีไหนนาล่ม หรือข้าวแย่ ก็ไม่มีปัญญาใช้คืนหนี้เก่า แล้วก็ต้องกู้หนี้ใหม่มาทำนาใหม่ กลายเป็นวัฏจักรอุบาทที่หนี้มันสุมหัวหนาขึ้นเรื่อยๆ

แล้วรัฐก็มายกหนี้เกษตรกร แล้ววงจรนี้ก็ดำเนินต่อไป..

ที่ว่ามานี่เป็นความจริงที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันครับ ทีนี้สิ่งที่ทุกกลุ่มเสนอนั้น โดยพื้นฐานแล้วเหมือนกันคือ ทำยังไงก็ได้ให้ตัดวัฏจักรนี้ให้ขาด ทฤษฏีสองสูงก็เป็นหนึ่งในนั้น

ญี่ปุ่นกับอเมริกามีชาวนาแค่ 4% และชาวนารวยมาก ในขณะที่ไทยมีชาวนาครึ่งประเทศ

คำถามหนึ่งที่เกิดในใจผมคือ ชาวนา 4% นั้นเป็นชาวนาจริงๆแต่เดิม หรือ เป็นเจ้าสัวที่เปลี่ยนอาชีพมาทำนา อย่างที่กำลังจะเกิดในไทย?

ในอดีต ญี่ปุ่น อเมริกา และยุโรป คงมีจำนวนชาวนามากมายไม่ต่างกับไทย 46% นั้นหายไปไหน?

ถ้า entry นี้มีคนสนใจ entry หน้ามาคุยเรื่องข้าวกับสองสูงต่อครับ ถ้าไม่มีคนสนใจ ผมจะเปลี่ยนเรื่องเขียน

 

edit @ 5 Jun 2008 21:20:21 by house