Book

ในช่วงเรียน ภาษาญี่ปุ่น สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ พจนานุกรมครับ และวันที่ไปซื้อพจนานุกรม ผมก็ได้นิยายสืบสวนสำหรับอ่านคลายเครียดติดมือมาด้วยเล่มหนึ่ง ชื่อ "ถอดรหัสอัจฉริยะ" เป็นนิยายแปลจากเรื่อง "The Perfect Insider" ในภาษาญี่ปุ่น

คือ แค่ชื่อ ก็น่าสนใจแล้ว บนปกยังมีคำโปรยว่า "すべてが F に なる" ซึ่งแปลว่า "ทั้งหมดจะกลายเป็น F" ท้ายเล่ม ประมาณ 3 หน้า เป็นภาคผนวกวิธีการแปลเลขฐาน 2:10:16 แค่นี้ ทุกคนก็คงรู้แล้วล่ะว่ามันหนีไม่พ้น เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ชัวร์

เรื่องเริ่มในเกาะ เล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งมีสถาบันวิจัยตั้งอยู่ สถาบันแห่งนี้ นักวิจัยแต่ละคนทำงานโดยไม่ต้องพบหน้า การติดต่อทุกอย่างผ่านทาง Email การเปิดปิด ประตูทุกแห่งใช้ระบบ Biometric ร่วมกับ Sound Recognize

โดดเดี่ยว เป็นส่วนตัว เอกเทศ สภาพแวดล้อมสมบูรณ์แบบ สำหรับแฮกเกอร์ โดยแท้!

ปัญหาคือ อยู่มาวันหนึ่ง ระบบทั้งหมดเกิดขัดข้อง ไฟฟ้าดับ ประตูปิดตายห้องคุมขังของโปรแกรมเมอร์อัจฉริยะวิกลจริต บานหนึ่งเปิดออก พร้อมๆกับรถเล็ก บรรทุกร่างมนุษย์(ศพ)ในชุดเจ้าสาวออกมา!

ร่างมนุษย์นั้นไม่มีแขนขา(ทำเพื่ออะไร)

ไม่มีประวัติการแก้ไข OS หรือ โทรจันในระบบ(แล้วทำไม ระบบล่ม?)

ทุกคนไม่ได้เจอหน้ากัน ทุกคนจึงไม่มีหลักฐานอ้างอิงที่อยู่

วิดีโอ สตรีม แสดงให้เห็นว่าไม่มีใครเข้า ออก ห้องนั้น

ใครเป็นฆาตกร?

เป็นนิยาย ที่เอาความรู้ด้าน IT มาเขียนได้อย่างน่าสนใจทีเดียว การไขปริศนา ก็ต้องอาศัยความรู้ด้านไอที พอสมควรด้วย (จริงๆ ถ้าใบ้หน่อย โปรแกรมเมอร์คงอ๋อกันเป็นแถว)

คนสาย IT ที่ชอบสืบสวนสอบสวนไม่น่าพลาดครับ

จริงๆว่าจะเขียนซักพักแล้วหลังจากอ่าน entry ของ เทร่าแต่พึ่งหาแหล่งอ้างอิงได้

ฉันท์ เป็นกวีนิพนธ์ ประเภทหนึ่งของไทย ที่แต่งยากมาก เพราะมีบังคับครุ ลหุ(คำหนัก คำเบา) หลังๆก็ไม่ค่อยเห็นคนแต่งกันแล้ว กวีไทยที่แต่งฉันท์ขึ้นชื่อลือชาก็ต้องย้อนไปถึง ชิต บุรทัต ในสมัยรัชกาลที่ 6

จากข้อบังคับที่เข้มงวด และทำให้เสียงของกวีนิพนธ์ประเภทนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เมื่อผสมผสาน ฉันท์ หลายๆแบบเข้าด้วยกันแล้วก็ทำให้ ผม เกิดอาการลุ่มหลง สรรหามาอ่าน แต่ก็ยากเย็นแสนเข็ญ หาพิมพ์ขายยากมาก หนักๆเข้า ผมก็เข้าหอสมุดแห่งชาติ กับ หอสมุดเกษตร แล้วก็ถ่ายเอกสารบทที่อยากได้ออกมาทั้งเล่ม ตอนเอ็นท์ติดเกษตร เข้าหอสมุดครั้งแรกนี่ดีใจมาก เพราะเจอบางบทที่หาที่หอสมุดแห่งชาติไม่ได้(แต่ลืมไปแล้วว่าบทไหน จำได้แต่ว่าถ่ายเก็บไว้แล้ว -_-")

พอเข้างานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ก็ต้องไปค้นตามร้านหนังสือเก่า ผมได้หนังสือฉันท์ดีๆ วิธีนี้ซะส่วนใหญ่ เล่มใหม่ๆหาไม่ได้เลย ขาดแคลนความนิยมในเด็กรุ่นใหม่อย่างแรง ก็พอดีวันหนึ่งไปเจอ สามัคคีเภทคำฉันท์ ของ สนพ. บันทึกสยาม ก็มีฉบับซีร็อกที่บ้านแหละ แต่ประสาหนอนหนังสือก็อยากได้ของใหม่มาเก็บไว้ พอซื้อมาเปิดอ่านแล้วก็เกิดอาการสะอึกอย่างแรง

ก็รู้แหละ ว่ามันแต่งยาก อ่านก็ยาก เนื่องจากศัพท์ที่เอามาแต่ง ก็บาลี สันสกฤต ทั้งนั้น คนพื้นความรู้ไม่ถึงอ่านเสร็จก็เกิดอาการสะอึกแปลไม่ออกเอาง่ายๆ แต่พี่แกก็ไม่น่า เล่นแปลงคำซะจนอักขระวิบัติ

ท่านเล่นเติม สระ อะ ใส่ลหุ ทุกจุดที่เป็นไปได้เลยครับ

จาก

ให้ราชภัฏโป--------------------ริสไปขมีขมัน

หาพราหมณ์ทุพลอัน------------บุรเนรเทศมา

กลายเป็น

ให้ราชภัฏโป--------------------ริสะไปขมีขมัน

หาพราหมณ์ทุพลอัน------------บุระเนระเทศะมา

ขัดสายตาอย่างแรง

กร เป็น กะระ นย เป็น นะยะ

เจอเยอะๆเข้าแล้วหงุดหงิด สุดท้ายพอจะอ่านใหม่ ผมก็ไปหยิบฉบับซีร็อกมาอ่านแทน และ ฉันท์แทบทุกเล่มที่พิมพ์ออกมาหลังๆ เป็นยังงี้หมด

จริงๆ ลหุ มันต้อง อะ กึ่งเสียงไม่ใช่เหรอ ถึงจะเสียงเบาสมกับที่เรียกว่า ลหุ เล่นเติมสระหมดยังงี้ มันก็เพี้ยนทั้งเสียงทั้งรากศัพท์นะซี ก็เข้าใจว่าคนส่วนใหญ่ อ่านออกเสียงไม่ถูก แต่ก็น่าจะมีวิธีอื่นดีกว่านี้ เพราะนี่ก็แบ่งครึ่งเล่มไปอธิบายคำประพันธ์อยู่แล้ว ทำไมไม่เอาวิธีอ่านไปใส่ในนั้น ไม่ใช่มาแก้ในบทประพันธ์เอาตามใจ แล้วทำไมหอสมุดแห่งชาติที่เป็นเจ้าของลิขสิทธ์ ถึงปล่อยให้แก้ได้ตามใจยังงี้ หรือว่าเห็นดีเห็นงามไปด้วย?

อีกความเห็นหนึ่งก็คือ คนซื้อหนังสือพวกนี้ ถ้าไม่ใช่คนชอบอย่างผม(ซึ่งก็อ่านเป็นอยู่แล้ว) ก็น่าจะเป็นพวกซื้อ เพราะต้องเรียนหรืออ่านนอกเวลา การแก้ไขแบบนี้แม้จะทำให้เขาอ่าน(ออกเสียง)ถูก แต่จะทำให้การวิเคราะห์แยกแยะที่มาของศัพท์ และ ความหมายผิดกันไปไกลมาก "นย" เปิดพจนานุกรมมีความหมาย แต่ไม่ใช่ความหมายเดียวกับ "นะยะ" แน่ๆ

ไม่รู้เขาคิดยังไงเหมือนกัน สุดท้ายหนังสือฉันท์ทั้งชุดนั่น เข้าตู้ครับ ทนอ่านไม่ไหวจริงๆ

ดูๆรายการหนังสือของ paepae แล้ว ก็ย้อนดูตัว

เสียในงานสัปดาห์หนังสือไปราวๆ 2600 บาท ไม่สูงมากนัก แต่หากคำนวณยอดเงินเฉพาะค่าหนังสือต่างๆ ที่ผมซื้อแล้ว จะเป็นเป็นวงเงินสูงเกือบๆ 30,000 บาทต่อปี -_-"

ไม่น้อยเลย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี

ไม่รู้ผมซื้อหนักขึ้นหรือหนังสือราคาแพงขึ้นกันแน่ น่าจะอย่างหลังมากกว่า

ผมเล็ง "เพชรพระอุมา" ไว้ตั้งแต่ชุดละ 5000 บาท ปัจจุบัน ราคาพุ่งไปเป็น 14,000 บาท ได้แต่มองตาละห้อย

หนึ่ง เพราะอ่านจบแล้ว(ช่วงนั้น ผมอยู่กินนอนที่หอสมุดแห่งชาติ)

สอง ถ้าซื้อชุดนี้ ผมจะไม่ได้ซื้ออีกหลายๆเล่มที่ผมอยากได้

เป็นเรื่องน่าเศร้าของหนอนหนังสือจริงๆ

คนใกล้ตัวผมจะรู้ดีว่า ผมใช้เวลาเลือกหนังสือ แปรผกผันกับ ปริมาณเงินในกระเป๋า ถ้าเงินเยอะ จะเลือกเร็ว หยิบทุกเล่มที่อยากได้ แต่ถ้าเงินน้อยจะคิดหนัก เลือกช้า นาน เผลอๆก็ยืนอ่านเอาเลย

ปัญหาหนึ่งที่ค้างในใจมานานคือ ทำไมหนังสือแพง?

ผมเคยเข้าไปดูข้อมูลของบริษัทกระดาษ แต่ก็ไม่รู้เรื่อง และยังไม่เข้าใจถึงหลักการกำหนดราคา แต่เคยได้ยินมาว่า กระดาษ เป็นสินค้าที่มีวัฏจักร ประมาณ 8-10 ปี และ สนพ. นิยมซื้อสำรองไว้พอใช้ 6-8 เดือนขึ้นไป

เนื่องจากรอบค่อนข้างนาน และการจัดการคงคลัง ดังนั้นราคากระดาษไม่น่าผันผวนจนเกินความสามารถของสนพ.

ปัญหาก็ยังอยู่ ทำไมหนังสือแพง?

ที่เป็นไปได้ คือฐานคนอ่านยังน้อย พิมพ์หนังสือจำนวนมากไม่ได้ จึงไม่เกิดการประหยัดจากขนาด(Economy Of Scale) หลักฐานที่ชี้ชัดคืองานวิจัย อัปยศ ว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละ 6 บรรทัด และจำนวนพิมพ์ต่อครั้ง ของหนังสือ

นอกจากนี้ จำนวนปก ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ยิ่งมีโอกาสสูงที่หนังสือบางเล่มจะขายไม่ออก และขาดทุน ทำให้ สนพ. ต้องทำกำไรชดเชย จากเล่มที่ขายดี ซึ่งก็กระตุ้นให้ราคาหนังสือแพงขึ้นไปอีก

เป็นตลกร้าย ของคนรักหนังสือ ทุกคนก็ต้องกินต้องใช้ ทั้งสนพ. และ นักเขียน ราคาต่ำกว่านี้พวกเขาก็อยู่ไม่ได้

แก้อย่างไร?

ทางหนึ่งคือเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุน โดยการลดภาษี หรือ ช่วยรับภาระส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นไปได้ยาก และรัฐบาลไม่ทำแน่ เมื่อ รัฐบาลยังจำเป็นต้องใช้เงินมหาศาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และนี่ไม่ใช่งานที่นำไปหาเสียงได้ แม้จะเป็นประโยชน์ในระยะยาวก็ตาม

ผมคิดว่าทางที่ดีกว่าคือการขยายฐานคนอ่าน หากมีคนอ่านมากขึ้น ตลาดกว้างขึ้น น่าจะช่วยให้จำนวนพิมพ์ต่อครั้งสูงขึ้น หนังสือค้างสต็อคลดลง และทำให้ต้นทุนต่อเล่มต่ำลง กลไกตลาด ที่เกิดจากการแข่งขันของ สนพ. ต่างๆ ก็จะค่อยกดดันกันเอง จนราคาต่ำลง นี่จะเป็นวิธีที่ดีกว่า และยั่งยืนกว่า

ช่วยกันนะครับ วันนี้คุณอ่านหนังสือแล้วหรือยัง?


edit @ 2005/04/27 21:50:06