Book

เล่มสองในรายการ Book Challenge ครับกับ ดูน:ทายาทแห่งราชันย์

ระหว่างกำลังคิดว่าจะรีวิวยังไงก็ฟลุ้คไปเจอบล็อกของคุณพัณนิดา รีวิวไว้ก่อนแล้ว(นี่ กับ นี่)

ขอแนะนำว่าอย่าอ่าน ถ้ายังอยากเห็นว่า DUNE มีคุณค่าอยู่ T_T(อ่านแล้วเฟลมากๆ สหายเป้ บอกว่านี่คือการรีวิว ไซไฟแบบโซปโอเปร่า)

เพื่อไม่งง อ่านรีวิวภาคแรกปูพื้นไว้ก่อนที่นี่

หลังจากพอล อทรัยเดส(โมด ดิ๊บ)หายตัวไปในทะเลทรายในตอนจบของดูน เมสไซอาห์ ทิ้งบัลลังค์สิงโตทองแห่งจักรวรรดิ ไว้เบื้องหลัง แก่บุตรฝาแฝด(เลโตที่สองผู้พี่ และการ์นิมาห์ น้องสาว)ซึ่งพึ่งเกิด ภายใต้การคุ้มครองของอาเลียผู้เป็นน้องสาว

การหายตัวของพอล ผู้เป็นมาร์ดีห์ จักรพรรดิ และผู้นำสูงสุดแห่งศาสนา ก่อความตึงเครียดขึ้น กลุ่มอำนาจต่างๆเริ่มเข้าสู่การแย่งชิงอำนาจอย่างลับๆ

เก้าปีผ่านไป อาเลียครองอำนาจเบ็ดเสร็จ โครงการเทอราฟอร์มมิ่งดำเนินไปด้วยดี ดูนเริ่มมีสีเขียวปรากฏ สภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น ทำให้วิถีชีวิตของเฟรเมน(ฃนพื้นเมือง)เปลี่ยนไป เฟรเมนหัวเก่าที่คุ้นเคยกับทะเลทรายไม่สบายใจกับการใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือยของคนรุ่นใหม่ อาเลียสร้างกองกำลังศาสนาของตัวเองขึ้น เพื่อเป็นฐานอำนาจ แทนที่กองทหารเฟย์เดย์คิน ที่ได้รับจากผู้พี่

แล้วโลกอันสงบสุขของอาเลียก็พังทลายลง เมื่อท่านหญิงเจสสิก้า ผู้เป็นมารดาเดินทางจากคาร์ลาดันมายังดูน หวั่นเกรงต่อการถูกมารดาริบอำนาจและการเติบโตขึ้นของเลโตผู้เป็นรัชทายาทที่แท้จริง อาเลียเร่งญาณทัศนะของตนถึงขีดสุดโดยหวังจะใช้อำนาจหยั่งรู้อนาคตมาพลิกเกมแต่การณ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่อาเลียคาด

เลโตที่เติบโตขึ้น ด้วยญาณที่เหนือกว่าพ่อ เลโต เห็นหายนะของมนุษยชาติ หนอนทรายสูญพันธ์ การเดินทางข้ามอวกาศจะสูญสิ้น การขยายอำนาจและนโยบายการเมืองของอาเลีย จะนำตระกูลอทรัยเดส และจักรวาลทั้งหมดไปสู่ความพินาศ เลโตตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะแก้ไขสถานการณ์เลวร้ายนี่ แต่เด็ก 9 ขวบสองคนจะทำอย่างไร เมื่อในวัฏจักรการเมือง อำนาจและการแย่งชิง ย่อมไม่มีใครฟังใครและไม่มีใครสนใจเหตุการณ์เกินกว่าเฉพาะหน้า

Children of DUNE นำคนอ่านไปยังอาร์ราคิส โลกอันโหดร้าย ของการแย่งชิงอำนาจอีกครั้ง กับการเปิดตัวพระเอกคนใหม่ เลโตที่สอง ซึ่งต้องมาแก้ไขปัญหาความผิดพลาด(โดยสุจริต) ของผู้เป็นพ่อและอา

หลังอ่านจบ ผมเสียดายไม่หายว่าเล่มนี้ไม่ได้ฮิวโก ทำให้ทำเนียบดูน หกภาค มีเพียงภาคแรกที่ได้สองรางวัล และทำให้ภาพพจน์ของซีรีย์นี้ ออกมาว่าดีแค่เล่มแรก
แท้จริงแล้ว หากนับรวมไตรภาค ผมคิดว่ามันดีมาก และเป็นชุดนิยายไซไฟที่ต้อง"อ่าน"

ปล. ภาคแรกดีมาก(แต่แปลแย่มาก) ก่อนที่ภาคสองจะดาวน์ลงไปมาเพื่อปูพื้นให้เล่มนี้
ปล2 เล่มนี้แปลดีขึ้น แต่ไม่สมบูรณ์อยู่ดีนั่นแหละ
ปล3 อ่านรีวิวของคุณพัณนิดา นี่มันเฟลจริงๆ นะ -*-

หลังจาก รีวิว Nightfall ไปแล้วเริ่มได้ีรับเสียงตอบรับ ทำนอง "อ่านยากไหม" "อ่านนานไหม" ตอนสอบสัมภาษณ์ ป โท อาจารย์ยังบอก "คุณอ่านแต่เรื่องหนักๆเนอะ" -*- เอิ่ม แบบนี้สังคมไซไฟบ้านเราซบเซาเป็นแน่แท้ แสดงให้เห็นว่าคนทั่วๆไปยังเห็นไซไฟเป็นของสูงอยู่ อันเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ไำซไฟ เป็นนิยายที่อ้่างหรือคาดคะเนถึงความเป็นไปได้ของวิทยาการ และผลลัพธ์ทางสังคมที่จะตามมาจากวิทยาการนั้นๆ ซึ่งก็มีตั้งแต่ อิงวิทยาศาสตร์แบบอ่อนๆ(Soft SF)ไปจนถึงอ้างหลักการระดับสูงมาก และต้องการความเข้าใจพื้นฐานก่อนจะไปอ่าน(Hard SF) คนทั่วไปมักเข้าใจว่า SF ทั่วๆไปนั้นอ่านยาก เป็น Hard SF ไปเสียหมด ทั้งๆที่ Soft SF ดีๆก็มีอยู่ไม่น้อย และไซไฟนั้นกระจายตัวซ้อนอยู่ในนิยายต่างๆแทบทุกแนว

ลองเริ่มกันที่โรแมนซ์ ครับ "The End of eternity" หรือ "จุดดับแห่งนิรันดร์" ของ โปรวิชั่น เล่าความรักที่น่าสนใจระหว่างหนุ่มผู้มีอาชีพแก้ไขเวลา(เช่นหากจะมีสงครามโลก แกจะย้อนเวลาไปแก้ไขไม่ให้เกิดสงคราม) เกิดตกหลุมรักสาวคนหนึ่ง และการแก้ไขอนาคตครั้งถัดไป จะทำให้ ผู้หญิงคนนี้ไม่เกิด(คือประวัติศาสตร์เปลี่ยนไป เธอจะไม่มีอยู่) เขาจะทำอย่างไร?ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ หรือคนรัก? จะยอมให้โลกเผชิญภัยร้าย หรือจะยอมให้คนรักหายไป?

เรื่องนี้ยังพูดถึงการย้อนเวลาและการแก้ไขประวัติศาสตร์ในแง่มุมที่น่าสนใจมากๆด้วยครับ

แนวนักสืิบ

    ชุดจักรวรรดิหุ่นยนต์(Robot Empire)น่าสนใจมากทีเดียวครับ เมื่ออีัลิจาห์ แบร์เลห์ นักสืบที่เกลียดหุ่นยนต์แบบเข้าไส้ ต้องมาเป็นคู่หูกับแดนีล โอลิวาว์ หุ่นแอนดรอยด์ตัวแรกของจักรวาล อีลิจาห์ เข้าไปพัวพันกับคดีแปลกๆมากมาย เล่มที่น่าสนใจ(สำหรับคนชอบนักสืบแท้ๆ) คือเมื่อ แดนีล ต้องไปสืบคดีฆาตกรรมปริศนาบนดาวโซลาริส ดาวขนาดเท่าโลกที่มีประชากรสองหมื่นคน และแต่ละคนมีกองทัพหุ่นยนต์ราวๆห้าสิบล้านตัวอารักขา แล้วมันตายได้ไง? ใครฆ่า? โดยระบบป้องกันภัยไม่ทำงาน?

 แฟนตาซี

ใครรักมังกรมั่งครับ? ซีรีย์ Dragon of pern จะนำเราไปสู่ดาวเคราะห์เพิร์น ซึ่งยังปกครองกันแบบยุคกลาง ขี่ม้าทำศึก มี วณิพก(Bard) ขับกล่อม มีอัศวินมังกร รวมกันเป็นชุมนุม

เอ่อ ผมขอยืนยันว่านี่เป็นไซไฟแท้ครับ เพราะมังกรในเรื่องเป็นมังกร GMO มันทำกันอีท่าไหนสังคมถึงกลายพันธ์ไปได้เป็นแบบนั้นนี่ต้องอ่านครับ

ปล. เรื่องนี้ มังกรจะมีความสัมพันธ์ทางจิตกับผู้ขี่ ช่วงมังกรผสมพันธ์นี่จะเป็นดับเบิ้ลโรแมนซ์ครับ บนฟ้าคู่นึงกะบนเตียงอีกคู่นึง 

 เกมออนไลน์

 เข้าใจว่าราชาแห่งราชันต์นี่ฮ็อทกันมาก สนใจ Ender 's Game ไหมครับ? เมื่อเด็กน้อยชื่อ Ender ถูกจับเข้าโรงเรียนยุทธการ แล้วต้องฝึกซิมูเลชั่นตั้งแต่เช้ายันเย็น ในโครงการสร้างผู้นำทหารอัจฉริยะของรัฐบาล

ในเรื่อง โลกอยู่ในภาวะสงครามกับมนุษย์ต่างดาวเรียกว่า Formics(ในเรื่องเรียกพวกแมง) และผลจากสงครามครั้งก่อนๆ ทำให้มนุษย์ต้องเร่งสร้างนักเสนาธิการระดับอัจฉริยะขึ้นมาแก้ทางพวกแมงให้ได้ ก่อนสงครามครั้งถัดไปจะเริ่มขึ้นซึ่งทำโดยจับเด็กเข้ากรง แล้วให้เด็กแข่งกันแบบแพ้คัดออกครับ

เอนเดอร์จะก้าวไปถึงระดับเสนาธิการก่อน ที่โลกจะเปิดศึกตัดสินหรือไม่ และแผนการที่เอนเดอร์ใช้ในการยุติสงครามจักรวาลนี้คืออะไร นี่คือประเด็นที่น่าติดตามครับ

 ไซไฟที่ผมแนะนำมาทั้งหมดนี้ไม่ต้องการความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ในการอ่านครับ อ่านง่ายและเปิดประเด็นรวมถึงแง่มุมใหม่ๆให้ผู้อ่านได้มาก ไปงานสัปดาห์หนังสืองวดนี้ ลองติดมือมาซักเล่มสองเล่มสิครับ ทุกเล่มแปลไทยแล้ว(ลองดูบู้ทของ Provision กับ ask media)

 

edit @ 28 Mar 2008 14:22:22 by house

งวดนี้เขียนช้า ทะลุเดือนเมษามาแล้วหลายวัน สาเหตุที่ดีเลย์เพราะเกิดแรงบันดาลใจกระทันหันเกี่ยวกับเปียโน(เหมือนจะฟังขึ้น )

สามอาทิตย์ก่อนตอบๆกระทู้เกี่ยวกับ Intelligent Design แล้วเกิดคิดถึงนิยาย Series Uplift ขึ้นมาตะหงิดๆ ด้วยว่าสมัยเรียนอาจารย์สปอยด์ไว้เยอะ นัยว่า ช่วยๆไปหามาอ่านหน่อยเถอะ อ. หาคนคุยด้วยไม่ได้ อ่านคนเดียวมันเหงา ภาษาสมัยนั้นก็ใช่ว่าดี(ตอนนี้ก็ยังไม่ดี) แถมอยู่ในช่วงลุ้นทำโปรเจ็กซ์จะจบแหล่ไม่จบแหล่ ก็ดองไว้ จนเกิดระลึกได้ขึ้นมาก็เลยไปเดินคิโนะที่พารากอน

แต่มันมีแต่เล่มสองครับ !!!

 ด้วยความไม่อยากอ่านไซไฟกลางปล้อง มองซ้ายมองขวา(คือเข้าร้านมาแล้วถ้าไม่เสียเงินใจจะไม่สงบ) สายตาก็เลยมาจบที่ The Ultimate Hitchhiker's Guide  ซึ่งเป็นหนังสือรวมผลงานของ  Douglas Adams

ผมรู้จักหนังสือเล่มนี้มาก่อนจากเว็ปรีวิวหนังสือที่ผมรักอย่าง BooksILove.com (แต่มันตายไปแล้ว ) ซึ่งรีวิวไว้สั้นๆสองบรรทัด อย่างน่าประทับใจดังนี้

นักอ่านไซไฟนี่มี​อยู่​สองประ​เภทครับ​ (Don't Panic!) ​คือพวกที่คิดว่า​ tHGttG ​เป็น​หนังสือยอดเยี่ยมลึกซึ้งอุดม​ด้วย​ปรัชญามากมาย​ ​กับ​พวกที่คิดว่าหนังสือชุดนี้นี่มันไร้สาระสุดๆ​ ​แต่สนุก​เป็น​บ้า​ ​แบบว่าขำ​กลิ้ง​ ​เนื่อง​จาก​ผม​เป็น​คม​ไม่​ชอบคิดมากก็​เลยออก​จะ​เอนเอียงไปทางพวกหลังนะครับ

หลังจากอ่าน prelude ก่อนเข้าเรื่องแล้วผมก็สรุปได้ว่าเรื่องนี้มันบ้าและไร้สาระจริงๆแหะ บ้าจนน่าสนใจที่จะอ่าน!

เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อ ฟอร์ต พรีเฟ็ค ชาวดาวเบอร์ทังกูส โบก UFO ลูกคนรวย(ที่ชอบไปลอยแถวๆที่ไม่ค่อยมีคนเห็น แล้วคอสเพลล์ชุดแปลกๆลงมาให้มนุษย์โลกตกใจเล่น ว่างๆก็วาร์ปตัวชาวโลกขึ้นไปดูกันหัวร่อเอิ๊กอ้าก A.K.A เด็กแว้นซ์อวกาศ) มาลงที่โลก แล้วมารู้จักสนิทสนมกับอาเธอร์ เดนต์(พระเอก) จนทันช่วยพาหนีไปตอนชาวดาวโวกอน ขับยานมาทำลายโลกด้วยเหตุที่ว่าต้องการสร้าง Hyperspace Bypass

 ด้วยเหตุที่ว่าคำประท้วงของโลกไม่เป็นผล(เนื่องจาก เรื่องนี้ถูกอนุมัติตั้งแต่ ห้าสิบปีมนุษย์ก่อน และโลกโดนประกาศเวนคืนไปแล้ว ชาวโลกไม่มีการประท้วงไปยังสำนักงานเขตที่อัลฟาเซนทอรีในกำหนดเวลา "มันห่างแค่สี่ปีแสงเองนะ หัดสนใจเรื่องรอบตัวซะมั่ง" ชาวโวกอนประกาศ) ดังนั้นหลังจากผมอ่านไป 26 หน้า ผมก็พบว่าโลกเป็นเศษฝุ่นอวกาศไปแล้ว

tHGttG ยังนำเสนอความบ้าถัดจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของอวกาศอย่าง Impropability Drive(เครื่องขับเคลื่อนความไม่น่าจะเป็น) ความจริงที่ว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตฉลาดเป็นอันดับสามของโลก(อันดับสองคือโลมา- เราโง่มากที่ดูไม่ออกว่า ท่ากระโดดหมุนตัวกลางอากาศสองรอบลอดห่วงแปลว่า ชาวโวกอนกำลังจะมาทำลายโลกขอให้โชคดี ส่วนอันดับหนึ่งไปอ่านเองดีกว่า ) บทพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้า(ที่อ่านแล้วอึ้ง!) ไปจนถึงคำตอบของคำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกและจักรวาล(= 42 พิสูจน์แล้ว)

 เอาเป็นว่า ถ้าอยากอ่านไซไฟบั่นทอนปัญญา ก็เล่มนี้แหละครับ ผมดันลัดคิว พวกในลิสต์ หกเล่มแรกขึ้นมาก่อนเลยรับประกันได้ว่า

"อ่านแล้วไม่ฉลาดขึ้น"

 เอ๊ แล้วจะมีคนอ่านมั้ยนี่