Book

จาก บทความชื่อเดียวกันใน Faylicity ซึ่งมีแสดงทัศนคติต่างๆกันทั้งบวกและลบ ต่องานมหกรรมหนังสือได้อย่างน่าสนใจ

เช่นกระดาษคาดปกของ สนพ ผีเสื้อ ที่ว่า "หนังสือราคาพิเศษนี้ จำหน่ายเฉพาะใน 'ร้านหนังสือ' ไม่ขายในงานมหกรรมลดราคาหนังสือแห่งชาติ" และ "โปรดซื้อหนังสือทุกเล่มจาก 'ร้านหนังสือ' เพื่อให้ระบบหนังสือของประเทศไทยเติบโตยั่งยืน" ทำให้เป็นประเด็นน่าสนใจว่า แท้จริงแล้วงานมหกรรมหนังสือแห่งชาตินี้ เป็นประโยชน์ต่อวงการหนังสือจริงหรือไม่?


โดยส่วนตัว ผมคิดว่า เราต้องแยกระหว่างผล และเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น

จาก บทสัมภาษณ์ของคุณมกุฏ อรฤดี บรรณาธิการ สนพ ผีเสื้อ เราจะเห็นได้ว่า คุณมกุฏ เป็นห่วงว่า งานมหกรรมหนังสือ จะทำให้คนมีพฤติกรรม ซื้อหนังสือปีละสองครั้ง และทำให้คนเข้าร้านหนังสือน้อยลง ส่งผลให้ร้านหนังสืออยู่ไม่ได้ และ สนพ ก็จะล้มตามลงไป

แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ?

นานมี อมรินทร์ บีทูเอส บอกว่ายอดขายของร้านตนไม่ได้รับผลกระทบ เคยขายได้เท่าไรก็ได้เท่านั้น ผมเชื่อว่าถ้าถามซีเอ็ดก็คงได้คำตอบแบบเดียวกัน

นั่นคือ เราไม่พบความเกี่ยวพัน ระหว่างงานหนังสือ กับยอดขายของร้านหนังสือส่วนใหญ่ ดังนั้นถ้าร้านหนังสือเล็กๆจะล้ม(ซึ่งตามสถิติที่ผมเคยดู จากซีเอ็ด ล้มจริงครับ) มันน่าจะเกิดจากสาเหตุอื่นมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหารต้นทุน และสายป่านที่ไม่ยาวพอ

ผมยังสงสัยต่อไปอีกว่า แม้จะไม่จัดงานหนังสือ และยอดขายของร้านหนังสือเพิ่มขึ้นจริง ยอดที่เพิ่มนั้นจะตกถึงร้านเล็กๆเท่าไรกัน และเพียงพอต่อการอยู่รอดหรือไม่? ผมก็คิดเองเออเอง อีกนั่นแหละว่าก็คงไม่รอด!

หลาย สนพ ยังเชื่อว่า การไม่มีงานหนังสือ จะทำให้ร้านหนังสืออยู่รอดมากขึ้น และทำให้ มีที่วางบนชั้นหนังสือ สำหรับหนังสือของตัว มากขึ้น ประเด็นนี้ผมก็ยังไม่เชื่อว่าจะเป็นจริง ร้านหนังสือเครือข่าย ยังคงเน้นหนังสือที่หมุนเวียนเร็วต่อไป หนังสือที่หมุนช้า อาจจะมีที่อยู่ในร้านเล็กๆ แต่เนื่องจากมันหมุนช้า มันจะกลายเป็นต้นทุนจม สุดท้ายร้านเล็กๆที่รับหนังสือหมุนช้าไป จะเสียเปรียบต้นทุนบริหารสต็อกกับร้านที่หมุนเร็วกว่า(ปกติก็เสียเปรียบอยู่แล้ว) ลงท้ายก็จะอยู่ไม่ได้อยู่ดี

ร้านที่อยู่ได้ จะต้องเป็นร้านที่มีเอกลักษณ์ และมีขนาดใหญ่พอที่จะสร้างเสน่ดึงดูดเฉพาะตัว ซึ่งคงมีร้านที่ทำได้ไม่มากนัก

ลงท้าย มันก็จะกลับมาที่เดิม!! การเอามหกรรมหนังสือออกไปไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น

คุณมกุฏเสนอความเห็นอีกว่า "การรีบผลิตหนังสือเพื่อให้ทันกับมหกรรม ทำให้หนังสือหลายเล่มมีมาตรฐานต่ำ มีการพิมพ์ผิด หนังสือชำรุด" ซึ่งเป็นการทำลายวงการหนังสือ ประเด็นนี้ผมกลับไม่ค่อยห่วง ค่ายไหนปั่นหนังสือชุ่ยๆบ่อยๆ สุดท้ายกลไกตลาดจะบีบ สนพ นั้นให้ต้องออกจากตลาดไปเอง ในทางกลับกัน การมีงานหนังสือ ทำให้ผมมีเป้าหมาย ในการมาเช็คว่ามีหนังสืออะไรออกใหม่บ้าง ทุกคนคงรู้ดีว่า ปีหนึ่งๆ ไทยออกหนังสือใหม่กว่าหมื่นปก ร้านหนังสือ ดิสเพลล์อย่างดีก็ได้ไม่กี่พันปก แล้วถ้าไม่มีงานหนังสือ โอกาสที่ผมจะรู้ว่า มีอะไรออกใหม่บ้าง คงมอดไปไม่น้อย

งานหนังสือยังเปิดโอกาสให้ ผู้อ่าน ได้พบปะกับ นักเขียนที่ตัวเองชื่นชอบได้อีกโดยตรง ผมจะไปหาคุณวินทร์ อ. เนาวรัตน์ หรือคุณพนมเทียนได้ที่ไหนที่ไม่ใช่งานนี้ ผมจะหาที่คุยเรื่องรหัสคดีแบบออกรสได้ที่ไหน ถ้าไม่ใช่ ไปคุยกับลุง เจ้าของสนพ รหัสคดีที่บู้ท?

ในทางเศรษฐศาสตร์ Supply can create demand. การมีหนังสือจำนวนมากให้เลือก สามารถช่วยในการสร้างกลุ่มผู้อ่านรุ่นใหม่ คนบางคนปกติไม่อ่านหนังสือ โดนเพื่อนชวนมา ก็ได้ติดไม้ติดมือไปคนละเล่ม สองเล่ม คนเหล่านี้ ไม่ใช่ คนที่จะเป็นกำลังซื้อของร้านหนังสือในอนาคตหรือ?

คุณดอท ยังตั้งคำถามน่าสนใจไว้อีกหลายข้อ ซึ่งก็ขอตอบซะให้หมด


1. คุณเล่า คิดอย่างไรกับงานลดราคาหนังสือแห่งชาติ?
อยู่ข้างบน


2. คุณรอซื้อหนังสือปีละ 2 ครั้งหรือไม่?
ซื้อเล่มใหม่ ทุกๆ 2-3 วัน โดยเฉลี่ยแล้วไม่ต่ำกว่าอาทิตย์ละเล่ม


3. ในฐานะผู้บริโภคแล้ว การลดราคามีผลต่อการซื้อไหม?
ไม่มี และเท่าที่ทราบ หนอนหนังสือหลายๆคนก็ไม่มี คือซื้อแหลกจนกว่างบหมดนั่นแหละ


4. หนังสือบางเล่มที่ลดราคากระหน่ำนั้น น่าคิดหรือไม่ว่าตั้งราคาไว้เผื่อลดแล้วหรืออย่างไร? หรือราคาสมเหตุสมผลที่แท้จริงของหนังสือ จะหาซื้อได้ก็แต่ในงานลดราคาหนังสือเท่านั้น?
เป็นเรื่องปกติของกลไกราคา ปกติ สนพ จะให้ส่วนลดแก่ร้านปลีก 35-40% ดังนั้นเมื่อมาออกบู้ทขายตรงเอง จะลด 15-20% ก็พอเหมาะพอควร บาง สนพ มาออกบู้ทเองยังไม่ลดให้ด้วยซ้ำ หรือถ้าหนังสือดังมากๆ ก็ลดไม่เยอะ
ลองคิดได้อีกแง่หนึ่งว่า หนังสือที่ลดหนักๆโดยมาก คือหนังสือที่ขายไม่ออก ถ้าไม่โละในงานหนังสือ ร้านหนังสือก็ไม่ค่อยอยากรับวาง จะลดให้ร้านมากนักก็ไม่ได้ เพราะทำให้กลไกราคาเสีย
สรุปง่ายๆว่า ถ้าชอบเล่มไหน แล้วไม่อัตคัตนักก็ซื้อๆไปเหอะ อย่าคิดมากเลย

ตอบจบแล้ว งานนี้ผมขอ TAG ละ สำหรับคำถามสี่ข้อข้างบน
1. paepae
2. terasphere
3. taki
4. vendetta
5. pinpin

ขอบคุณคร้าบ

edit @ 19 Oct 2007 22:41:21 by house

edit @ 19 Oct 2007 22:43:41 by house

edit @ 26 Oct 2007 23:53:01 by house

สาวกาแฟ

posted on 14 Oct 2005 21:34 by house  in Book

สวยแบบม็อคค่า

อ่อนหวานเหมือนคาปูชิโน่

มีเสน่ห์เหมือนลาเต้

ตามกลิ่นกาแฟ

ชาติภิรมย์กุล

พระเจ้า ! ไม่ได้อ่านอะไรกินใจยังงี้นานแล้วนะเนี่ย!

The Magic Kingdom of Landover

posted on 10 Oct 2005 21:58 by house  in Book

ใน entry ที่แล้ว นัท มาขอให้ลองรีวิว หนังสือ แปลแบบอ่านง่ายๆ สบายๆบ้าง ผมก็มานั่งนึกว่าจะแนะนำเล่มไหนดี พอดีผมเพิ่งได้ชุด แชนนารา ของ เทอรี่ บรุ้ค มา ก็เลยเอาเรื่องดังอีกเรื่องของเขามาแนะนำก็แล้วกัน

หนังสือชุดนี้คือ อาณาจักรเวทมนตร์ แห่งแลนโดเวอร์ ครับปัจจุบันออกมา 5 เล่มแล้ว คือ

1. Magic Kingdom For Sale! SOLD(ประกาศขายอาณาจักรแห่งเวทมนตร์)

2. Black Unicorn(ปริศนา ยูนิคอร์น สีดำ)

3.Wizard at Large (พ่อมดจอมยุ่ง)

4. The Tangle Box(กล่องแห่งความยุ่งเหยิง )

5. Witch's Brew(ชำระแค้น)

สองเล่มหลังผมเพิ่งรู้ว่าออกครับ ยังไม่ได้อ่าน ทุกเล่ม แปลโดยสนพ. อินเธอร์บุ้ค ในเครือ แจ่มใส

ในเล่มแรก เนื้อเรื่องจับที่ตัวพระเอกของเราครับ เบน ฮอลิเดย์ ทนายหนุ่ม มือฉมัง ที่หมดอาลัยตายอยากหลังการจากไปของ แอนนี่ ภรรยาที่รัก เบนต้องการออกไปจากโลกที่เขาคุ้นเคย เพื่อทำใจและเขาก็พบประกาศขายอาณาจักรแห่งเวทมนตร์นี้ในแคทตาล็อก ในราคา 1 ล้านดอลลาห์ การซื้ออาณาจักรนี้จะทำให้เขาได้เป็นกษัตริย์ของอาณาจักรเวทมนตร์ที่เรียกว่าแลนโดเวอร์ และเขาซื้อครับ ก่อนจะพบว่า เขาเป็นกษตริย์ปกครองอาณาจักรที่ ไม่มีทหาร ไม่มีเงิน ไม่มีข้าราชบริพาร(เอ่อ จริงๆมีครับ เป็นพ่อมดสติไม่เต็ม กับ หมาอีกตัว) เพราะมันล่มไปแล้ว นับแต่สิ้นกษัตริย์องค์ก่อน เจ้าแคว้นประเทศราชฮึ่มๆ อยากประกาศอิสรภาพ มังกรอาละวาด แม่มดคุกคาม เอลฟ์แยกตัวออกห่าง เอ มีอะไรที่ผมลืมอีกมั้ยเนี่ย!

งานนี้เบน ซึ่งมั่นใจในความสามารถ(ทางกฏหมาย ?)ของตัวเองมาก ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อฟื้นฟูอาณาจักร และเรียกความจงรักภักดี จากประชาชนให้ได้ น่าสนใจมั้ยล่ะ?

ในเล่มสอง เนื้อเรื่องต่อเนื่องจากเล่มแรกครับ เมื่อมีข่าวลือแพร่หลายในอาณาจักรว่า มียูนิคอร์น สีดำ ออกอาละวาด และคนใกล้ตัวของเบน ถูกชักจูงโดยความฝันที่เสมือนจริงและออกเดินทางไปทีละคน แต่ทว่าความฝันทั้งหมด และ ยูนิคอร์นสีดำ คือ กับดัก เบนสูญเสียอำนาจ ไม่มีใครจำได้ และถูกตามล่า ใครเป็นต้นเหตุ และ ทำไมยูนิคอร์นจึงสีดำ เป็นสิ่งที่ต้องค้นหาในเล่มนี้ครับ

ส่วนเล่มสาม สมชื่อครับ พ่อมดตัวดี พยายามทดลองเวทมนตร์แบบใหม่ เพื่อเปลี่ยนหมา (ตัวที่เป็นข้าราชบริพาร แหละครับ) ให้เป็นคน แต่ผลดันกลายเป็นส่งหมาตัวนี้ไปโผล่ ที่ ลาสเวกัส พร้อมกับ เหรียญแห่งกษัตริย์ ซึ่งมอบพลังมนตราที่คุ้มครองอาณาจักรนี้ให้แก่เบน งานนี้เบนจึงต้องเดินทางสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง เพื่อช่วย ข้าราชบริพาร ผู้ซื่อสัตย์(เอ่อ จริงๆก็เป็นสัตว์ด้วย พันธ์ วีสเทิร์น เทอร์เรียร์ น่ะ ขนปุยน่ารักเชียว) พร้อมกอบกู้เหรียญแห่งกษัตริย์กลับมา ก่อนที่ข้าราชบริพาร คน(ตัว?)โปรดจะถูกจับไปขายละครสัตว์ในฐานะหมาพูดได้

ใครที่ชอบนิยายแฟนตาซีละก็ ชุดนี้ไม่น่าพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ ^_^