Book

JACK

posted on 05 Oct 2008 20:23 by house  in Book

ต้องระบายก่อน 

"สอบเสร็จแล้ว โว้ย!!"

ตอนสมัครเ รียนก็คิดว่า เสาร์ อาทิตย์ว่างๆ ลงเรียนโท ไปคงพอเอาตัวรอดได้ แต่ผลตลอดเทอมที่ผ่านมา ผมขอบอกว่ามันทำลายสุขภาพจิตมากกว่าที่คิด กับการทำงาน จ-ศ แล้วไปเรียนต่อวันหยุดเต็มวัน 

หลังสอบ OB(Organization Behavior) เ มื่อสัปดาห์ก่อนจบ ผมซื้อหนังสือเป็นของขวัญฉลองสอบเสร็จให้ตัวเองสองเล่มครับ หนึ่งในนั้นที่จะเอามาเล่าให้ฟังวันนี้คือ "JACK" อัตชีวประวัติของ แจ็ค เวลล์ อดีต CEO ของ General Electric 

แรงจูงใจที่แวบให้ซื้อเล่มนี้ คือในระหว่างสอบ ผมคุ้นๆว่าในประวัติของแจ็ค ที่ GE มีบางส่วนมันเหมาะเหม็งมาก ที่จะเอามาตอบข้อสอบ แต่พอเขียนแล้วมันแป้กครับ ข้อมูลในหัวมันไม่พอ

พอเจอเข้าก็เลยซื้อซะหน่อย และเล่มนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย(ผิดหวังนิด น่าจะซื้อก่อนสอบ)

 แจ็ค เวลล์ เล่าเรื่องของเขาเองตั้งแต่ สมัยเรียน มัธยมปลาย จนไปถึงวันสุดท้ายที่เขาเกษียณอายุจาก GE นับตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน ไปจนถึงการกำหนดผู้สืบทอด

แจ็ค เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางระดับล่างในแมสซาซูเซตต์ ด้วยผลการเรียนที่ดีทำให้ได้ทุนเรียนต่อในระดับปริญญาโทและเอก จนจบดอกเตอร์ ด้านวิศวกรรมเคมี จาก มหาวิทยาลัยอิลลินอยด์ ก่อนเข้าทำงานในโรงงานพลาสติก ของ GE

 ด้วยความสามารถและขยันขันแข็ง แจ็คเติบโตขึ้นตามลำดับ เริ่มจากผู้บริหารโรงงานพลาสติก แล้วก็เลื่อนไปเรื่อยๆ สู่ผู้บริหารเคมีภัณฑ์และโลหะผสม ไปจนถึง ผู้บริหารสายธุรกิจอุปโภคบริโภค

ณ. จุดนี้ แจ็ค ได้กลายเป็น 1 ใน 5 ตัวเลือกที่จะสืบทอดตำแหน่งประธานของ GE ต่อจาก เร็กซ์ โจน ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนั้น แจ็คเล่าการเมืองในองค์กร และการคัดเลือกผู้สืบทอด ได้อย่างสนุกทีเดียว ในช่วงนี้ เราได้รู้ว่าแจ็ค แทบไม่มีผู้หนุนหลังเลยในองค์กร และแจ็คต้องดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อที่จะยังอยู่ในการแข่งขันชิงตำแหน่งนี้ไปจนจบ 

อย่างที่รู้กันดี ว่าแจ็คชนะ และนับจากนั้น แจ็คนำความเปลี่ยนแปลงมหาศาลมาสู่ GE ยักษ์ที่หลับมานาน นานเกินไปสำหรับ คนอย่างแจ็ค

 แจ็คปรับ GE ขนานใหญ่ วิสัยทัศน์ แรกๆคือ  "ที่ 1/2 ไม่งั้นก็ขายทิ้ง" สร้างความตื่นตะลึงอย่างยิ่ง ก่อนตามมาด้วยการเร่งประสิทธิภาพภายในขนานใหญ่ แจ็คตัดเกรดพนักงานแบบ Normal Curve 

พนักงาน 10% ท้ายต้องปรับปรุง หรือไม่ก็ออกไป และพนักงาน 20% ต้นได้โบนัส และสวัสดิการ รวมถึงอัตราการขึ้นเงินเดือนสูงกว่ากลุ่มตรงกลางถึง 3 เท่า

 

แจ็คต้องการคนเก่งที่สุดเท่านั้นใน GE!

การขายกิจการทิ้ง ปิดโรงงานที่กำไรต่ำอย่างต่อเนื่อง แต่ตัดเกรดคนงานอย่างเข้มงวด ทำให้แจ็คได้ชื่อเป็น "เจ้านายที่โหดที่สุดในอเมริกา"

  แจ็ค ไม่ได้สนใจ เขาลงเงินอีก 75 ล้าน ปรับปรุง โครตันวิลล์ ศูนย์ อบรมผู้บริหาร ของ GE นอกจากพนักงานที่เก่งที่สุด เขาต้องการผู้บริหารที่เก่งที่สุดด้วย 

ผู้บริหารคนหนึ่งพูดว่า "ผมคบกับแจ็คมาหลายปี ภรรยาของเราเป็นเพื่อนกัน แต่ถ้าผมพลาดซัก 2-3 ครั้่ง แจ็คก็คงไล่ผมออก"

 นั่นแหละ แจ็ค!

"การไล่คนออกไม่ใช่เรื่องสนุก แต่ผู้จัดการที่จัดการสิ่งที่ถูกไม่ได้ ก็ไม่ใช่ผู้จัดการที่ดี"

 

 ความยิ่งใหญ่ของแจ็ค เวลล์ ที่หนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็นคือ ความเข้มงวด ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น วิสัยทัศน์ ความสามารถในการตัดสินใจ ความเปิดกว้าง และเหนืออื่นใด การสร้างแรงบันดาลใจ 

 แรงบันดาลใจที่แจ็คสร้างให้แก่ GE ลูกน้องทุกคน ตั้งแต่ระดับบริหารใกล้ตัว จนถึงพนักงานสุดปลายสายการผลิต

แรงบันดาลใจที่ทำให้ทุกคนเดินไปด้วยกัน และปลุกยักษ์หลับให้ตื่นขึ้น

แจ็คพาเราเดินเคียงไปกับเขา นับแต่ก้าวแรก ในโรงงานพลาสติกเล็กๆ(ที่เขาเคยทำโรงงานระเบิด) ไปจนถึงวันที่เขาเลือกผู้สืบทอดและเกษียณอย่างตำนานจาก GE (มีเรื่องวุ่นๆทีหลังเล็กน้อย)

หนังสือดี ที่อ่านจบอย่างอิ่มเอมใจ และคุ้มทุกบาททุกสตางค์

edit @ 6 Oct 2008 09:32:25 by house

ประวัติย่อของหลุมดำ

posted on 18 Aug 2008 10:50 by house  in Book

พึ่งสอบ stat ไปเมื่อวันอาทิตย์ พร้อมๆกับประกาศคะแนนวิชาก่อนหน้า และรับรายงานที่ต้องทำส่งปลายเทอมอีกตั้งยักษ์ๆ

รวมความแล้ว ผมสรุปได้ว่าหนีโลกแห่งความจริงดีกว่า แล้วก็คว้าประวัติย่อของหลุมดำ(Black Holes and Time Warps) ผลงานเขียน 15 ปีของ คิฟ เอส ธอร์น(Kip S. Thorne) ที่มติชนแปลกลับบ้าน

 


 

โดยความสัตย์จริง ผมซื้อเพราะเห็นชื่อ ฮอร์กิ้น แปะอยู่ด้านล่าง ซึ่งเมื่ออ่านอย่างละเอียดแล้ว ฮอร์กิ้น เขียนแค่คำนำ 

 ใน ประวัติย่อของกาลเวลา ฮอร์กิ้น นำเราเลียบเคียงไปสู่ความมหัศจรรย์ของห้วงเวลาที่บิดเบี้ิยว และ ไม่สัมบูรณ์ และขยายความยิ่งใหญ่ของทรรศนะเหล่านั้นใน จักรวาลในเปลือกนัท

คิฟ ธอร์น ตรงกว่านั้น เขาไมไ่ด้เลียบๆเคียงๆไปยังเรื่องอื่นเลย แต่อุทิศหนังสือร่วม 700 หน้า เข้าสู่ใจกลางอันดำมืด ปริศนาอันยิ่งใหญ่ที่สุดด้านจัีกรวาลวิทยา ของ หลุมดำ

ธอร์น เริ่มจากบทนำ ซึ่งเป็นเรื่องสั้นนิยายวิทยาศาสตร์ในการสำรวจหลุมดำ การเดินทางข้ามเอกภพ และการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแบล็คโฮล ซึ่งมอบพลังใกล้เคียงอนันต์แก่มนุษยชาติ ในบทนำ ตัวเอกของเรื่องจะได้พบพฤติกรรมแปลกๆของหลุมดำที่เข้าสำรวจ พฤติกรรมซึ่ง ธอร์น จะบรรยายละเิอียดในบทต่อๆไป

หลังจากนั้น ธอร์น นำเราย้อนอดีต กลับไปยังยุโรป ในต้นศตวรรษที่ 19 ในยุคที่แนวคิดแบบนิวโตเนียนเฟื่้องฟู และรากฐานอันหนักแน่น ซึ่งอธิบายโลกและจักรวาล รากฐานซึ่งไม่มีผู้ใดคิดว่าจะถูกทุบทำลายด้วยอัจฉริยภาพของเสมียนหัวฟูแห่งซูริคในเวลาต่อมา

อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ เสนอทฤษฏีสัมพัทธภาพ และเมื่อทำนายการเบี่ยงเบนพาริลเรียน ของดาวพุธ(ซึ่งทฤษฏีของนิวตัน ให้คำตอบผิดพลาด)ได้ถูกต้อง โลกทัศน์อันยืนยงของนิวตันก็พังทลาย  ไอนสไตน์ได้จุดคบเพลิงอันแรกขึ้นและแสงของมันได้ทำให้มนุษย์เห็นโลกแบบใหม่ โลกอันพิศวงและขัดแย้งต่อจิตใต้สำนึก

 ภายใต้แสงของคบเพลิงอันแรก นักฟิสิกส์ต่างกรูกันเข้าไปเหมือนมดวิ่งหาขนมหวาน และอีกไม่นานคบเพลิงอื่นๆก็ถูกจุดขึ้นเรื่อยๆ จันทรเศขร เสนอมวลวิกฤติ ซึ่งก่อให้เกิดหลุมดำ ชวาสไชลน์แสดงสภาวะของขอบฟ้าเหตุการณ์ เลฟลันดอ เสนอโครงสร้างดาวนิวตรอน ซึ่ง ออฟเปนไฮเมอร์ ปรับปรุงจนสมบูรณ์ในภายหลัง

แต่แล้วสงครามโลกครั้งที่สอง เกือบจะทำให้แสงสว่างเหล่านี้ดับลง นักฟิสิกส์จำนวนมาก ย้ายไปศึกษาเกี่ยวกับระเบิดนิวเคลียร์ ออฟเปนไฮเมอร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการแมนฮัตตัน กล่าวหลังสงครามว่า "นี่เป็นตราบาปที่นักฟิสิกส์ต้องแบกรับ" ด้วยความขมขื่น หลังสงครามออฟเปนไฮเมอร์ ยกเลิกการวิจัยทางด้านนิวเคลียร์ และไม่มีผลงานอื่นออกมาอีกเลย

เลฟลันดอ และนักฟิสิกส์ซีกรัสเซีย เลวร้ายยิ่งกว่า ในยุคของสงครามเย็น และเผด็จการ นอกจากการวิจัยทางทหารแล้วไม่มีอะไรอีกเลย ลันดอถูกสั่งจำคุก หลายๆคนโดนประหาร ความเลวร้ายดำเนินไป จนสตาลินตายการฟื้นตัวของวงการวิทยาศาสตร์ของรัสเซียจึงเริ่มต้นขึ้นได้อีกครั้ง

 และที่จุดนี้ มรดกที่คาดไม่ถึงของสงครามโลกก็ผลิดอกออกผล

เทคโนโลยีการคำนวณและโครงสร้างอย่างละเอียดของอะตอมที่ถูกพัฒนาเพื่อสร้างระเบิดปรมาณู สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการศึกษาโครงสร้างของอวกาศได้ แล้วคบเพลิงใหม่ๆ ก็ถูกจุดติดขึ้นอีกครั้ง โดย วีเลอร์ เซียมา และ โนวิคอฟ(ซึ่งใกล้ปัจจุบันมากแล้ว คิฟ ธอร์น เป็นศิษย์เอก ของวีเลอร์ ส่วนสตีเฟน ฮอร์กิ้น เป็นศิษย์เอกของเซียมา)

ผมคงขอจบการสปอยด์เนื้อหาไว้เท่านี้(คือยังอ่านไม่จบ )

 ศาสตราจารย์ คิฟ ธอร์น ได้พยายามอย่างถึงที่สุด ที่จะทำให้หนังสือเล่มนี้อ่านง่าย สมการและสัญลักษณ์แปลกๆ ถูกเนรเทศจากหน้ากระดาษ รูปวาด และแบบจำลองจำนวนมาก ถูกแทรกเป็นระยะๆ เพื่ออธิบายสิ่งที่ขัดสามัญสำนึก ให้คนอ่านรู้สึกว่ามันพอจะมีสามัญสำนึกอยู่บ้าง

 ผู้อ่านจะระทึก และตามติด พัฒนาการทางด้านฟิสิกส์ ตั้งแต่ปี 1900 แนวคิดพื้นฐานของทฤษฏีสัมพัทธภาพ และควอนตัม สภาพภายในหลุมดำ การบิดเบือนของเวลาและความจริงแท้ของจักรวาล

เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ ประสานกันอย่างงดงามกับหนังสือของ ฮอร์กิ้นทั้งสองเล่ม มันทำให้ผมเข้าใจว่า ทฤษฏีสัมพัีทธภาพไม่ได้กำเนิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เกิดขึ้นพร้อมๆกับสัญญาณชี้นำการล่มสลายของแนวคิดนิวโทเนี่ยนนานัปการ

ถ้าคุณอ่านไซไฟ ถ้าคุณอยากรู้ความจริงของจักรวาล คุณต้องอ่านเล่มนี้ครับ

ปล.

หนังสือเล่มนี้อ่านไม่ง่าย ระดับของผู้อ่านใกล้เคียงกับหนังสือของฮอร์กิ้น (และทั้งนี้ทั้งนั้น ผมไม่ได้บอกว่ามันยากนะ)

edit @ 18 Aug 2008 13:45:46 by house

คนกับสัตว์เศรษฐกิจ

posted on 30 Jul 2008 14:36 by house  in Book

อ่านเฮียโก๋ เขียนมาหลายวันแล้วครับ แต่ตอนนั้นชีวิตแขวนบนเส้นด้ายของการสอบมิดเทอมเลยไม่ได้เขียนตอบ

ก็ไม่ได้กะจะแย้งอะไรหรอก แต่บังเอิญเรื่องที่เขียนมันช่างก่อให้เกิดแรงดลใจ ไปถึงงานเขียนชิ้นหนึ่งของ โจนาธาน สวิฟต์(ไม่รู้จัก? เอาว่างานชิ้นเอกแกชื่อ กัลลิเวอร์ ผจญภัยครับ) งานชิ้นนั้นชื่อ The Modest Proposal

  หลายๆคนอาจคิืดว่าสวิฟต์ เป็นนักเขียนหนังสือเด็ก แต่จริงๆแล้วสวิฟต์เขียนงานแนวๆเสียดสี ประชดประชันครับ ถ้าใครอ่านฉบับเต็มๆของ กัลลิเวอร์ แกกัดรัฐบาลอังกฤษไปหลายดอก แบบแผลเหวอะหวะ

 The Modest Proposal ก็ไม่ต่างกัน ที่มา/เนื้อหาเต็มๆ ลองอ่านกันเองดีกว่า ผมจะยกท่อนที่เกี่ยวๆมายั่วน้ำลาย

 คุณโก๋ว่าคนไม่ใช่สัตว์เศรษฐกิจที่ดี อย่าไปเลี้ยงมันจนโตเลย สวิฟต์เขาก็เห็นด้วยนะ เพราะว่า

I have been assured by a very knowing American of my acquaintance in London, that a young healthy child well nursed is at a year old a most delicious, nourishing, and wholesome food, whether stewed, roasted, baked, or boiled; and I make no doubt that it will equally serve in a fricassee or a ragout.

ปีเดียวพอแล้ว กำลังพอดีกิน อื้ม อาหย่อย!

แถมเฮียสวิฟต์ เอง คำนวณเสร็จสรรพอีกแน่ะ ว่าขายได้ กำไรดีด้วย เลี้ยงลูกขอทานปีละ 2 ชิลลิ่ง ขายได้ 10 ชิลลิ่ง แม่จะมีกำไร 8 ชิลลิ่งซึ่งพอเลี้ยงตัวไปจนกว่าจะมีลูกอีกคน(มาขาย)

I have already computed the charge of nursing a beggar's child (in which list I reckon all cottagers, laborers, and four-fifths of the farmers) to be about two shillings per annum, rags included; and I believe no gentleman would repine to give ten shillings for the carcass of a good fat child, which, as I have said, will make four dishes of excellent nutritive meat, when he hath only some particular friend or his own family to dine with him. Thus the squire will learn to be a good landlord, and grow popular among his tenants; the mother will have eight shillings net profit, and be fit for work till she produces another child.

แกยังเสนอว่าการทำตามข้อเสนอนี้ เป็นความดีต่อชาติ ต่อคนยากคนจน ทั้งด้านเศรษฐกิจ และมนุษยธรรมอย่างยาวเหยียด และแกเสนอด้วยความหวังดี จริงจริ๊ง เพื่อคุณประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ ไม่มีประเด็นส่วนตัวใดๆทั้งสิ้น

I profess, in the sincerity of my heart, that I have not the least personal interest in endeavoring to promote this necessary work, having no other motive than the public good of my country, by advancing our trade, providing for infants, relieving the poor, and giving some pleasure to the rich. I have no children by which I can propose to get a single penny; the youngest being nine years old, and my wife past child-bearing.

 เอาว่าจะเชื่อคนรักชาติ แบบโจนาธาน สวิฟต์ ว่าคนเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สุดยอดไปเลย หรือเชื่อคุณโก๋ ว่าคนเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ไม่ได้เรื่อง ก็แล้วแต่ใจละกันครับ

ผมเอาความเห็นต่างมาแสดงเฉยๆ