ผมยังอ่านหนังสือวิชาปรัชญาของท่านราชบัญฑิต สมัคร บุราวาศ ไปไม่ถึงไหนเลยครับ เพราะช่วงครึ่งหลังนั้นยากมาก ต้องการสมาธิและเวลาอย่างสูง(ซึ่งผมไม่มีทั้งสองอย่าง) อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ให้แนวคิดซึ่งผมชอบมากประการหนึ่ง และผมเห็นด้วยว่ามันเป็นเช่นนั้นอย่างแท้จริง โดยเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

นั่นคือท่านกล่าวว่า "ปรัชญา คือการเก็งความจริงด้วยตรรกะ" 

ตลอดทั้งเล่ม นับจากปรัชญาในยุคแรกๆของอารยธรรม มีปรัชญาหลายร้อยสำนักถือกำเนิด และเกือบทั้งสิ้น ล้มหายตายจากไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากความรู้ในยุคหลังของโลก ชี้ชัดขึ้นมาได้ว่าความเชื่อในยุคเดิมนั้นผิดพลาด หลายยุค ผู้มีอำนาจเขม้นมองนักปรัชญาด้วยสายตาอาฆาต หลายคราว ผู้มีอำนาจก็จับมือกับนักปรัชญาปกครองประชาชน
ปรัชญากลายรูปหลายครั้ง จากความเชื่อและนิทานปรัมปรา ไปสู่การให้เหตุผลอย่างซับซ้อน บ้างให้รูปธรรมเป็นความจริง บ้างว่าความจริงแท้ไม่มีอยู่ในรูป บ้างว่ามีความจริงอันสัมบูรณ์ บ้างว่าสรรพสิ่งล้วนขาดแคลน บ้างอิงอยู่บนความเชื่อ บ้างประยุกต์ใช้แนวคิดทางวิทยาศาสตร์อธิบาย

สิ่งที่ไม่แตกต่างไปจากเดิมก็คือ ปรัชญายังคงเป็นการ "เก็งความจริงด้วยตรรกะ" อยู่นั่นเอง

ปรัชญา อิงอยู่บนสมมติฐานมากหลาย แล้วสร้างฐานต่อยอดขึ้นไป เมื่อความคิดชุดหนึ่งๆได้รับความนิยม ก็อาจได้รับการขยายความต่อโดยลูกศิษย์ หรือบางครั้งก็นำไปประยุกต์ใช้ปฏิบัติเสียเอง อย่างไรก็ดี ด้วยความที่ปรัชญาเป็นเพียงการ "เก็งความจริง" สิ่งที่ปรัชญาประกาศว่าความจริงแท้ จึงไม่ใช่ความจริงเสมอไป และสิ่งปรัชญากล่าวว่าเลวร้าย ก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไปเช่นกัน

เพลโต เคยกล่าวว่า ประชาธิปไตย(Democracy)เป็นระบอบการปกครองที่เฮงซวยเป็นอันดับสอง(ดีกว่า ทรราชย์เท่านั้น) และบรรยายสาเหตุไว้หลายประการ แล้วลองมองดูโลกทุกวันนี้ ว่าแตกต่างกับสิ่งที่มหาปราชญ์แห่งยุคว่าไว้ขนาดไหน?

ปรัชญาสังคมนิยม ของมาร์ก (คอมมิวนิสต์) เฟื่องฟูทั่วยุโรป ก่อนที่เลนิน และ เหมา จะนำไปใช้ จนโลกเกิดสงครามเย็น ถามว่าวันนี้ คอมมิวนิสต์ ประสบความสำเร็จอะไรในโลก? และกระบวนการของเลนิน และ เหมา พาคนไปตายเสียเท่าไหร่?

ทุนนิยมเสรี เฟื่องฟู นับจาก หนังสือเล่มแรก ของ อดัม สมิธ แต่มองไปข้างหลังสิ เราเห็นความพินาศเป็นทาง ไล่เรียงมาเป็นลำดับ ต้นยำกุ้ง, วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่พึ่งผ่านพ้นไป และ วิกฤติโอลิมปัส ที่กำลังจะมา

ใครจะรู้ว่าอีกร้อยปีถัดมา คนอาจหัวเราะ ประชาธิปไตย/ศาสนา/ความเชื่อ ในวันนี้ เหมือนๆกับที่เราเห็นความผิดพลาดในอดีต เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเสรีดีกว่าปิดกั้น? หรือ ทุนนิยมดีกว่าสังคมนิยม? หรือ คนมีศาสนา ดีกว่าคนไม่มีศาสนา? หรือ ชาติสำคัญกว่าชีวิตมนุษย์?

ผมไม่รู้ และ ไม่คิดว่าจะมี่ใครในโลกรู้ คนที่หยั่งรู้อนาคตในโลกนั้นน้อยเต็มที และ อย่างไรเราก็ไม่อาจพิสูจน์ได้

เราควรทำอย่างไรในความไม่รู้นี้?
ทำตามความเชื่อ ของเรา โดยไม่สนว่าใครจะ Suffer?
มุ่งประนามความเห็นตรงข้าม ว่าโลกแคบ และ โลกจะก้าวหน้า ต้องคิดเหมือนเรา?
หรือเคารพในความคิดตรงข้าม และ ยอมรับว่า โลกจะเป็นไป อย่างที่มันจะเป็นไป?
หรือพยายามเปลี่ยนโลก เป็นอย่างที่เราเชื่อ โดยไม่กระทบกระเทือนผู้อื่น?

อะไรดีที่สุด ผมไม่รู้หรอกครับ ผมรู้ว่า

"ผมไม่รู้อะไรเลย"

edit @ 25 May 2010 16:09:51 by house

Comment

Comment:

Tweet

ใดใดในโลกล้วน...อนิจจัง

#6 By จีรวุฒิ (58.97.35.116) on 2010-05-26 08:59

ถ้าจะบอกว่าอะไรคือความจริงแท้ คิดว่าคงไม่มี เพราะถ้าให้มองกันจริงๆ ไม่ว่าจะระบอบ ระบบใดๆ ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ปรุงแต่ง ปรับปรุงมันขึ้นมาจากการคิดค้น ลองผิดลองถูก ปรับมาเรื่อยๆจนเหมาะสมกับตัวผู้ใช้ ซึ่งก็คือสังคมนั้นๆเอง

ลองคิดดูสิ สมัยเรายังเป็นลิงเป็นค้าง ประชาธิปไตย สังคมนิยม ศาสนา มันมีความสำคัญอะไร แต่เพราะเราเดินมาจนถึงวันนี้ มันถึงได้มีสิ่งเหล่านี้ตามมา

คิดว่าการมุ่งหาสิ่งที่เป็นจริง สิ่งที่จะเหมาะสมกับทุกๆอย่างในอนาคต หรือขนาดมองว่ามนุษย์โลกจะเดินไปในทางไหน มันไม่มีทางจะคาดเดาได้เลย เพราะสิ่งเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นมาจากปัจจุบันที่ดำเนินไปเรื่อยๆเอง (น่าจะมีเครื่องมอนิเตอร์จักรวาลคู่ขนานที่เป็นกิ่งแยกจากการตัดสินใจที่ต่างกัน แล้วหาเส้นทางที่ดีที่สุดก่อนเลือกเดินไปเนอะ)

คิดว่าความจริงก็คือความว่างเปล่า เพราะมีมนุษย์อยู่ถึงได้มีสิ่งต่างๆตามมา ล่ะมั้ง ดังนั้นอย่าไปหาอะไรกับสิ่งที่ไม่มีวันคาดเดาได้เลยจะดีกว่า คิดเสียว่าปัจจุบันต้องการอะไรถึงจะดีจะเหมาะสมที่สุดกับตัวเอง และสังคม

#5 By tamanxzg on 2010-05-26 03:56

ความจริงไม่ใช่ความรู้ ความจริงคือความไม่รู้
เคยเห็นประโยคนี้ในหนังสือที่เกี่ยวข้องกับปรัชญามาเหมือนกัน..

อ่านไปอ่านมาไหงจากปราชญ์ปรัชญากลายมาเป็นทฤษฎีเรื่องการแทรกซึม จิตใจคนเข้าสู่โลกของ AD และการค้าไปได้

อย่าบอกทุกอย่าง(ที่คุณทราบ)ให้เขารู้
จงเลือกสิ่งที่คิดว่า "ควร" รู้ให้เขาทราบ

มันคือกลลวงของความคิด กลลวงของภาษา absurdity of life ชัดๆ(ตอนเรียนมาสรุปแบบนี้นะ ถูกผิดไม่รู้ รู้แต่กว่าจะผ่านนี่ต้องเข้าเรียนทุกคาบ โดดไม่ได้เลย)sad smile

อืมๆ ตอนนี้ในปัจจุบันนี้กำลังคิดอยู่เหมือนกันว่า "รู้" กับ "ควร" ควรใช้อันไหนดี แต่คิดว่าน่าจะเป็นอย่างหลัง

แต่ก็จำได้ว่า.. ในตำราศาสนายุคก่อนที่เป็นจุดเริ่มต้น.. จะพูด(พูดนะ ไม่ใช่สอน) อยู่สองอย่างคือ "จงฟัง" กับ "ดูก่อน" คำว่าดูก่อน ไม่ใช่ให้เอาตาดู แต่หมายถึง-คิดดีๆ

เพราะความเชื่อนั้นมันไม่ได้มีหลักฐานสนับสนุนทางศาสตร์วิทยา

จำๆ มาอ่ะ ไม่ได้เชื่อ แต่ชอบ!

Hot! อ่านแล้วเข้าใจว่า ผมก็ยังไม่รู้เหมือนกันครับ ทำตัวเป็นแก้วมีที่ว่างไว้ดีกว่า
ผมคิดว่าเรากำลังเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมมักเปรียบปรัชญาว่าเป็นเหมือนกราฟยกกำลังลบ 1 ที่ลิมิทเข้าใกล้ 0
เวลาผ่านไปแสนนาน มันเกิน 0 ไปบ้าง น้อยกว่า 0 ไปบ้าง แต่มันกำลังเข้าใกล้

ซึ่งวันที่มันจะเป็น 0 ได้ อาจจะเป็นอนันต์
แต่พรุ่งนี้ เราก็จะรู้อะไรมากกว่าเมื่อวาน
เราอาจสวิงกลับไปอีกขั้ว กระเด้งกระดอนไปมาระหว่างแนวคิด

ในตอนนี้เราเชื่อว่าเสรีดีกว่าปิดกั้น เพราะเราเคยปิดกั้น ผลของมันไม่ดี เกิดความทุกข์แก่คนจำนวนมาก
ผมไม่เชื่อว่า อนาคตเราจะคิด ว่าปิดกั้นจะดีกว่าเสรี
สิ่งที่จะเกิดขึ้นน่าจะเป็นความคิดที่ประณีประนอมมากขึ้น เหมือนการต่อสู้กันระหว่างตลาดเสรี กับลัทธิคอมมิวนิสท์ แล้วได้ผลออกมาเป็นสังคมนิยม
อยากรับเฮมล็อคสักถ้วยมั้ยครับ แฮๆ