เพราะคนเราหลอกง่าย

posted on 11 Apr 2010 18:41 by house in science
ผมเคยอยู่กลุ่มเสรีภาพของสื่อจ๋า แต่ขอบคุณเสื้อเหลือง และหนังสือหลายๆเล่ม(รวมถึงหลายวิชาใน ป โท ที่เกี่ยวพันกับจิตวิทยา) ที่ทำให้ผมพบว่า คนเรานี่หลอกง่ายกว่าที่คาด

ก่อนจะเข้าเรื่องของ Propaganda ผมขอยกทฤษฏี และ การทดลองชุดหนึ่งก่อน ว่าคนเราไมได้ฉลาดเหมือนที่ตัวเองคิดหรอก

การทดลองแรกคือ Asch conformity experiments ซึ่งวิจัยขึ้นในปี 1950

การวิจัยนี้จัดง่ายๆ คือ เอาคนหนึ่งคนเข้าไปในกลุ่มหน้าม้าจำนวนมาก หลังจากนั้นก็ให้ตอบคำถาม ร่วมกัน ซึ่งหน้าม้าจะแกล้งตอบผิดพร้อมกันทุกคน(ให้คนธรรมดาตอบถูกคนเดียว)  ผลคือ เมื่อคนส่วนใหญ่โหวตว่าข้อใดถูก(ทั้งๆที่ผิดเห็นๆ) ผู้ถูกทดลอง 32% พลอยยอมตอบผิดไปด้วยเป็นส่วนใหญ่

ผมได้ดูเวอร์ชั่นหนึ่งของการทดลองนี้  โดยจัดกลุ่มห้าคน สี่ในห้าเป็นหน้าม้า และชี้ว่าสีเขียวเป็นสีฟ้า ผลคืออีกคนหนึ่งที่เหลือ ส่วนใหญ่ยืนยันว่าเป็นสีฟ้าไปด้วย และผลนี้คงอยู่ แม้แต่เมื่อบุคคลนั้นออกมาจากกลุ่มแล้วก็ตาม

การทดลองนี้ชี้ให้เห็นว่า การตัดสินใจของคนผิดพลาดได้มากเพียงใด ถ้าอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่ม

การทดลองที่สอง จัดทำโดยมหาวิทยาลัยเยล ในปี 1963 โดยออกแบบการทดลองง่ายๆ ที่มีสามคน สองคนเป็นหน้าม้า เล่นบทเป็นผู้คุม กับ นักเรียน และ ผู้รับการทดลอง จะนั่งหน้าสวิทย์ไฟฟ้า

ในกระบวนการนี้ ผู้รับการทดลองจะได้รับการบอกว่าในการทดสอบนี้ ผู้คุม จะอ่านคำถาม และนักเรียนจะตอบ หากนักเรียนตอบผิด ผู้รับการทดลองจะต้องกดปุ่ม ซึ่งจะทำให้นักเรียนโดนช็อตด้วยไฟฟ้า และแต่ละข้อที่ผิด นักเรียนจะโดนช็อตแรงขึ้นครั้งละ 15 โวลซ์(ผู้ทดลองไม่เห็นนักเรียน แต่จะได้ยินเสียงผ่านลำโพง)

เมื่อเริ่มแรก นักเรียนจะทยอยผิด และเสียงกรีดร้องจะแรงขึ้นเรื่อยๆเมื่อกระแสไฟฟ้า(เก๊)แรงขึ้น ตามมาด้วยการทุบกำแพง โอดครวญ และเงียบเสียงในที่สุด

เมื่อผู้รับการทดลองต้องการเลิก(ด้วยความสงสาร) ผู้คุมจะทำการกดดันว่า 
1. ทำต่อไป
2. การทดลองต้องการให้คุณทำต่อไป
3. มันจำเป็นมากที่ต้องทำต่อไป
4. คุณไม่มีทางเลือก คุณต้องทำต่อไป

ผลการทดลองคือ 65% ของผู้เข้ารับการทดลอง กดให้โดนช็อตไปถึง 450 โวลซ์(คือโดนสั่งเลิก ไม่งั้นคงกดไปเรื่อยๆ) และมีแค่คนเดียว ที่ปฏิเสธไม่ยอมทำต่อไปอย่างเด็ดขาด ก่อนที่ไฟฟ้าไปถึงระดับ 300 โวลซ์

การทดลองนี้ชี้ชัดว่า ภายใต้การกดดันและชี้นำ การตัดสินใจ และ จริยธรรมของเราก็อ่อนล้า และ เจือจางลงด้วย(การทดลองนี้ถูกใช้อธิบายว่า เหตุใดทหารนาซีจึงยอมรับคำสั่งประหารชาวยิว ในสงครามโลกครั้งที่ 2)

การทดลองที่ 3 เป็นของมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด ในปี 1970 โดยการแบ่งนิสิตเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็นนักโทษ กลุ่มที่สองเป็นผู้คุม
นักโทษถูกสั่งให้เชื่อฟังผู้คุม และผู้คุมมีสิทธิลงโทษนักโทษ (เช่นหวดด้วยไม้) นิสิตทั้งสองกลุ่มเป็นเพื่อนกัน
การทดลองนี้จบลงอย่างเร็วมาก เนื่องจากกลุ่มผู้คุม เริ่มโหดต่อนักโทษมากขึ้นเรื่อยๆ การลงโทษแปลกๆ เริ่มโผล่มา อารมณ์ซาดิสต์ เริ่มหลุดออกจากการควบคุม(คล้ายๆรับน้องไหม?)

มหาวิทยาลัย สรุปผลการทดลองว่า สภาพแวดล้อมมีผลต่อพฤติกรรม ยิ่งกว่าอุปนิสัย ความรู้ หรือเรื่องอื่นๆ

นอกจากสามการทดลองนี้ ยังมีอีกมาก ที่ชี้ชัดว่า วิจารณญาณ ของเราเสื่อมถอยลงเมื่ออยู่ในกลุ่มเช่นพฤติกรรม Groupthink (ตามน้ำ) ซึ่งทำให้มีเทคนิคการประเมินความเห็นมากมายที่ถูกออกแบบมาเพื่อเก็บความเห็นเฉพาะบุคคล เช่น Delphi Method

ผมกำลังจะบอกอะไร? ผมกำลังจะบอกว่า เราไม่สามารถเชื่อได้ว่า มวลชนใดๆ จะมีการตัดสินใจเป็นอิสระ เมื่อมวลชนจำนวนมากพออยู่ด้วยกัน การตัดสินใจของมวลชนมีแนวโน้มไหลตามกัน เหมือนโดนล้างสมอง ดังนั้นใครบอกว่า ผมควรเคารพความเห็นของปัจเจกบุคคลที่ชุมนุมรวมกัน ผมก็ขอบอกว่า ผมเคารพในความเห็นของแกนนำในฐานะปัจเจกบุคคล แต่ให้น้ำหนักน้อยลงมาก สำหรับมวลชนที่ไปชุมนุม (ในแง่เดียวกัน - ถ้าเรามองว่ากลุ่มคนมีการรับสื่อเหมือนกันทางอินเตอร์เน็ต/ทีวี นั่นแปลว่าคนกลุ่มนี้ก็น่าจะติดกับดักพฤติกรรมหมู่ในทำนองเดียวกันนี้ด้วย) สังเกตได้ว่า ผมไม่วิพากษ์มวลชน "เลย" ผมวิพากษ์เฉพาะแกนนำเท่านั้น เพราะแกนนำเป็นผู้ควบคุมเจตจำนงร่วมของมวลชนไว้

ล้างอย่างไร?ให้มวลชนไปรวมกัน คิดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน? ก็ด้วยวิธี Propaganda (ไว้ต่อตอนหลัง)
 
อ้างจาก
 
สำหรับภาษาไทย
แนะนำ โลกจิต ของแทนไท ประเสริฐกุล
 

edit @ 11 Apr 2010 18:49:16 by house

Comment

Comment:

Tweet

อธิบายภาพ เสริมการทดลองที่สอง นิดนึงครับ
ปกติไฟฟ้าที่ใช่ตามบ้านเรา(เมืองไทย) อยู่ที่ 220 โวลท์ ซึ่งนั่นก็เป็นอันตรายถึงชีวิตแล้ว

การที่ใครคนนึง จะกดสวิทช์เพื่อปล่อยไฟขนาด 300-450 โวลท์ให้ไปชอทคนอีกคนนึง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดๆ ย่อมเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก

#14 By TDz (117.47.144.36) on 2010-04-18 10:38

ขอเสริมว่า ที่จริงแกนนำก็อาจตกอยู่ในอำนาจของอุปทานหมู่ คือ มีการกระทำ การตัดสินใจ ตกอยู่ภายใต้อำนาจกดดันของกลุ่มชนที่ตัวเองนำอยู่ด้วยก็ได้ครับ

#13 By ppong (125.25.96.217) on 2010-04-14 18:02

เหมือนกับตัวอย่างนี้ค่ะ สมาชิกหนึ่งใตครอบครัวพูดถึงการไปกินข้าวที่ชลบุรี แต่ละคนเริ่มพูดถึงชลบุรี และตกลงไปชลบุรี เมื่อไปถึง หนึ่งในสมาชิกเกิดพูดขึ้นว่า ร้อนจะตายไม่รู้จะมากันทำไม

คนอื่นๆ ก็เริ่มพูดว่า นั่นนะซิ ฉันเองก็ไม่ค่อยอยากมา เห็นพูดถึงชลบุรี คิดว่าอยากมากัน ก็เลยมา

นี่แหละ Dominate จากกลุ่ม

เรื่องเดียวกันไหมเนี่ย

#12 By นุช (202.41.167.241) on 2010-04-12 17:30

จริงที่สุด -_-

#11 By Hayashi Kisara on 2010-04-12 03:50

ชอบโลกจิตมากค่ะ
และถูกใจบทความนี้มากมาย
>เกี่ยวกับคำถามของ#3
มันก็ดูให้ความชอบธรรมกับระบบตัวแทนได้หน่อยๆค่ะ

#10 By mikan on 2010-04-12 02:23

บวกกับการ propaganda ของสื่อทีวีที่มีอำนาจ...
Hot! Hot! Hot! Hot!

#8 By songsage on 2010-04-12 01:47

อุปโลมหมู่ ผมเรียกอย่างนี้ได้มั้ยครับ
ชอบอ่ะ Hot!

#7 By yium on 2010-04-11 23:49

Hot! เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม...

http://www.guzer.com/videos/elevator-psychology.php

ตัวอย่างที่ดีอีกตัวอย่างหนึ่งค่ะ

#6 By Sp@rk on 2010-04-11 23:36

Hot! Hot! Hot!


ชัดเจนค่ะ

เวลาต้องอยู่กลางกลุ่มคนแล้วมีกระบวนการตัดสินใจใดๆ เราจะระแวงอยู่เสมอเลยว่ากำลังทำพฤติกรรมพวกมากลากไปอยู่รึเปล่า sad smile

#5 By lumin on 2010-04-11 23:26

#3 ไม่ใช่ครับ

ทั้งหมดที่ว่าไปมีลักษณะร่วมอย่างหนึ่งคือ คนจะสูญเสียความคิดส่วนตัว เมื่อโดนกดดันด้วยความคิดแบบเดียว(คุณจต้องทำ, คนอื่นเป็นแบบนี้หมด, กฏว่าไว้ ฯลฯ)

ซึ่งประชาธิปไตยมองกลับไปอีกข้างเลยว่า ทุกคนคิดแตกต่างกัน ดังนั้นทุกคนควรมีความคิดเป็นอิสระ
(แต่ก็นั่นแหละ มันก็ไม่สมบูรณ์ในอีกแบบหนึ่ง แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้)

#4 By house on 2010-04-11 22:08

ดังนั้นประชาธิปไตยก็อาจจะไม่ได้ผลถ้าอยู่ในหมู่มาก...รึป่าว?

#3 By [zowie] on 2010-04-11 21:23

ทำให้เข้าใจอะไรอะไรได้อีกเยอะ

big smile

#2 By I am Par. (LastLight) on 2010-04-11 19:47

Hot!

#1 By indybear on 2010-04-11 19:04