ผมตามอ่านประชาไท + มติชน +ฟดก มาตั้งแต่สมัยเสื้อเหลืองครองเมือง ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เห็นได้บ่อย คือการโจมตีทัศนะของนักรัฐศาสตร์ฝ่ายตรงข้าม(บางครั้งก็ฝั่งเดียวกัน) เช่น เกษียร เตชะพีระ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ หรือ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

สิ่งหนึ่งที่ฝังใจมาตั้งแต่ตอนนั้นคือ พวกนี้คิดเอาเองเยอะเลยว่ะ หลายๆอย่างนึกขึ้นมาแบบไม่มีอะไรรองรับทั้งนั้น นอกจากปรัชญาอะไรบางอย่างที่ตัวเขาเองเชื่อ

แล้วก็มีคำถามโผล่มาในห้องหว้ากอว่า "ทำไมพวก ดร.รัฐศาสตร์ ถึงมีความคิดเห็นทางการเมืองต่างกันได้แบบสุดขั้วขนาดนี้      
ดร.ทางวิทยาศาสตร์มีเห็นต่างกันเรื่องกฏของนิวตันขนาดนี้มั้ยครับ"

คำตอบที่ผมตอบไปคือ

ในความเป็นจริง คงไม่มีใครในโลกที่เรียกร้องเพื่อสิ่งที่ตัวเองเ้ห็นว่าผิด โดยเฉพาะเมื่อการเรียกร้องนั้น สร้างต้นทุนให้กับตนเองโดยตรง

ปัญหาคือ คำว่าถูกของเรา ตรงกับคำว่า ถูก ของสังคมหรือไม่?(บางครั้งคงจะไม่)
และคำว่าถูก ของเราเองนี่ จริงๆมันถูกรึไม่?(ผมว่าก็คงจะไม่อีก ถ้าไม่หลงตัวเอง คนเรานี่ผิดมากกว่าถูก)

วิทยาศาสตร์มีการตรวจสอบความคิด และ หาข้อยุติ แม้เถียงกันจะเป็นจะตาย แต่ถ้าหลักฐานออกมา คนผิดก็ต้องเงียบ(หรือไปหาหลักฐานใหม่) จะมาตะแบงข้างๆคูๆไม่ได้
ดังนั้นประเด็นที่จบไปแล้ว นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ก็จะเห็นตรงกัน

ของรัฐศาสตร์ ผลกระทบต่อสังคมสูงกว่า "โดยเฉพาะเมื่อเข้าไปรับใช้การเมือง" ชี้ถูกผิดยากกว่า  เสียงแตกแยกกว่า ดังนั้นผมตั้งคำถามว่า

"ผมจะรู้ได้อย่างไร ว่าคุณถูก และอีกฝ่ายผิด"
และศาสตร์ที่ตัดสินถูกผิดไม่ได้ มีค่าเพียงพอที่จะนำมา lead สังคมได้อย่างไร? มีอะไรมั่นใจว่าสิ่งที่นักรัฐศาสตร์คนหนึ่งมั่นใจนักหนา จะไม่นำสังคมไปผิดทาง เหมือนที่มาร์ก-เลนิน เคยพาโซเวียตไปสู่ความล่มสลาย?

คำตอบของคำถามนี้ไม่ได้ตื้นเขินจบแค่ถูกกฏหมายเรียกว่าดีเหมือนอย่างที่มีบางคนตอบผมนะครับ เพราะแม้แต่สิทธิการชุมนุมเอง นักกฏหมายอย่าง ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ก็เคยออกมาบอกว่ามีปัญหานิยามไม่ชัดเจนในไทย!

นอกจากนี้ในอดีตย้อนไปในประวัติศาสตร์ โทมัส เจฟเฟอร์สัน ก็เคยมีทาส(และเขาไม่ได้ดิ้นรนที่จะเลิกทาส)รวมถึงกฏหมายในขณะนั้นก็ยอมรับว่าการมีทาสไม่ผิด หรือ มาร์ก เอง ก็เป็นเจ้าของแนวคิดปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งสะท้อนว่าเขาเชื่อว่าการปฏิวัติเป็นสิ่งที่ถูกต้อง(และมันต้องผิดกฏหมายแหงๆ)

ดังนั้นแล้ว ถ้าฐานคิดที่อยู่บนกฏหมายเป็นจริงแล้ว ก็เห็นจะตัดนักรัฐศาสตร์ทิ้งไปได้มากเหลือเกิน และเกณฑ์ตัดสินถูกผิด นั้นต้องกว้างกว่ากฏหมาย

แต่สิ่งใดบอกว่าเกณฑ์นั้นถูกเล่า? หรือสิ่งใดจะบอกเกณฑ์นั้นผิด?
และหากเกณฑ์นั้นชัดแจ้งจริงแล้ว เหตุใดยังมีคนยึดถือในสิ่งผิด?
และหากทุกคนถูกทั้งสิ้น เหตุใดความเห็นจึงแตกต่าง?

และย้อนไปสู่จุดเริ่มต้น คือ หากเกณฑ์นั้นไม่ชัดแจ้ง ไม่อาจแยกถูกผิด แล้วรัฐศาสตร์ จะนำหน้าสังคมได้อย่างไร?

มีคำตอบที่ผมถูกใจอยู่สองคำตอบ

คำตอบแรก แล้วแต่วิจารณญาณของคุณ

คำตอบที่สอง เขียนดีมากขอลอกมาลงเลยก็แล้วกัน
 
นักรัฐศาสตร์ภาคทฤษฎีที่แสดงวาทกรรมโดดเดี่ยว ผมไม่เชื่อว่าจะชี้นำสังคมยุคใหม่นี้ได้แม่นยำ
เนื่องจากติดกับดักแห่งอดีต ที่ว่าอดีตนั้นเพราะสังคมโบราณมันเปลี่ยนแปลง เคลื่อนไหวช้า 
และมีความซับซ้อนทางสังคมน้อย พลเมืองน้อย ชีวิตซ้ำซาก
เทียบกับการเตะฟุตบอลสโลว์โมชั่น โกล์คีปเปอร์ดักลูกได้ทัน 

ยุคสมัยปัจจุบันศตวรรษที่21 สังคมมนุษย์มีพลวัตสูง ลูกฟุตบอลหมุนเร็วรุนแรง ในทุกทาง 
โลกทั้งใบมนุษย์ทุกประเทศยังถูกควบคุมให้เคลื่อนไปทางเดียวกัน แต่เป็น แบบแข่งขันเสรีทุกภาคส่วน การเมือง เศรษฐกิจ การเรียน ฯลฯ
และมีนวัตกรรมความคิดรูปแบบใหม่ๆเกิดขึ้นได้อย่างคาดไม่ถึง ตลอดเวลา คาดเดาไม่ได้หรือเดาทำนายยากขึ้น

มีทางเดียวนักรํฐศาสตร์ทฤษฎี(ศาสตร์พ่อ) ควรต้องใช้รัฐประศาสนศาสตร์(ศาสตร์ลูก)ประยุกต์บริหารจัดการตนเองเสียใหม่
คือเลิกให้ความเห็นแบบเดี่ยวกีตาร์ หันมาระดมความคิดเป็นทีมวงซิมโฟนี่ เล่นเพี้ยนไปบ้างก็ไม่มีคนได้ยิน 
สัมมนาความคิดกันให้ได้ผลสรุปอย่างตกผลึกจริงเสียก่อน
แล้วค่อยส่งตัวแทนมาออกสัมภาษณ์หรือเขียนบทความทางสังคมศาสตร์ อันเป็นศาสตร์
ที่อยู่ภายใต้สังคมพลวัตผันแปร ดังพายุหมุน เช่นนี้

ไม่อย่างนั้น ก็จะโดนใครต่อใครในนี้ยำเละ ดังกระทู้นี้แลฯ

นอกจากนั้น สังคมไทยนี่มันเป็นสังคมพิเศษไม่เหมือนใครในโลก แต่เทียบได้กับนังแมวดื้อ
มีเสรีสูงแต่มีวินัยต่ำ อิสระเสรี ยากต่อการคาดเดา หรือชี้แนะแนวทางโดยทฤษฎีทั่วไป

หรือมิฉนั้นก็ใช้ทฤษฎีเอกลักษณ์ไทย "ปฏิวัติพวงมาลัยและรถถัง เป็นระยะๆ...(ฮา)"
ขามเรียง

สรุปแล้ว อย่าฟังพวกบ้าบอ คอแตก พล่ามการเมืองว่ามันต้องอย่างโน้นถึงจะถูก อย่างนี้ถึงจะถุกมากนักเลยครับ พวกเดียวกันเอง ยังตกลงกันไม่ได้เลยว่าใครถูก

Comment

Comment:

Tweet

#8

แสดงว่า ใน entry นี้ อย่างน้อยก็เป็นเด็กคอมฯ อยู่ตั้ง 3 คน ... bias จริงๆด้วย question

ก็ยังคิดว่า วิธีการ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริง เพื่อนำมาแทนค่าในสมการที่คุณไทน่า ว่ามา นั่นคือสิ่งที่ยังเป็นปัญหา

และก่อนที่จะเถียงอะไรทางการเมืองต่อไปในสังคม สิ่งแรกที่ควรจะทำอย่างที่สุด คือหาข้อเท็จจริง"ที่สมบูรณ์"ของตัวแปรพวกนั้นให้ได้ก่อน
เมื่อแทนค่าตัวแปรได้แล้ว มันถึงจะ execute เจ้า expression ตัวนี้ เพื่อนำไปสู่คำตอบ

แต่สิ่งที่ปัจจุบันเป็นกันอยู่นี่.... ไม่ได้เป็นไปถามกระบวนการนี้ สิน่ะ...

#9 By Detonator on 2010-03-20 10:31

ผมว่าเพราะรัฐศาสตร์ยังเป็นวิชาสายศิลป์น่ะสิครับ

ผมว่าทั้งรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และศาสตร์อะไรทั้งหลายแหล่ มันเป็นวิทยาศาสตร์หมดนะ
แต่มักจะยึดความเป็น ARTS~ โดยไม่มีเหตุผล (ย้ำว่าต้องเขียนว่า ARTS~ ลองทำเสียงแบบโน้ตอุดม)
ผมคิดว่าคำตอบเดียวมันมีจริง แต่สมการสังคมมันมีหลายตัวแปร เราต้องแทนค่าสมการสังคมให้ครบถึงจะมีคำตอบที่ถูกต้องที่สุดได้

ผมเชื่อว่าสิ่งที่นักรัฐศาสตร์จะทำ และควรทำ คือค่อยๆเขียนสมการสังคมเติมลงไปเรื่อยๆ
เหมือนที่ไอน์สไตน์เติมสูตรเล็กๆ เกี่ยวกับน้ำหนัก ใส่ลงในสมการความเร็ว เพื่อให้วัตถุที่เคลื่อนที่เร็ว มีน้ำหนักมากขึ้นตามทฤษฎี ทำให้่สูตรความเร็วของนิวตันก็สมบูรณ์ขึ้น

ผมติดแบบนี้เพราะผมมักจะได้ยินคำพูดที่ว่า "คนไทยยังไม่เหมาะกับประชาธิปไตย เพราะ บลาๆๆๆๆ"
ดูเหมือนว่ามันเป็นคำตอบที่ได้จากสมการหรือสูตรคำนวนตรรกะบางอย่าง if elseif else while ไปๆมาๆก็ได้คำตอบโป๊ะออกมาว่าควรใช้เผด็จการแค่ไหน อนุรักษ์นิยมแค่ไหน เสรีแค่ไหน

ผมเชื่อว่าปัญหาคือ พอหาค่าตัวแปรอะไรไม่ได้ สูตรไม่สมบูรณ์ ยุ่งยากที่จะคำนวน เราทุกคน(รวมนักรัฐศาสตร์)มักจะใส่อะไรซักอย่างเป็นค่า bias ส่งๆ ไว้ในสมการ (bias นามนี้มีที่มา!?) ได้ผลออกมาก็เอามาเถียงกับชาวบ้าน

ผมว่าประเด็นอยู่ตรงนี้ ว่าเมื่อรัฐศาสต์มันยังเป็น ARTS~ มันก็กลายเป็นว่า ไม่ต้องคิดแบบวิทยาศาสตร์(ทั้งที่ควรจะคิด) ผมเห็นมันยังเป็นวิชาของเด็กสายศิลป์ เด็กสายวิทย์ไปไหนไม่รู้มากมาย แต่ไม่ค่อยจะเข้ารัฐศาสตร์กัน

บางทีเราอาจจะต้องปฏิวัติวิชารัฐศาสตร์ ให้เป็นรัฐวิทยาศาสตร์เสียก่อนหรือเปล่า?
อาจเพราะรัฐศาสตร์มัน ทดลองยาก เห็นผลยาก
สมการสังคมเลยเติมไม่เต็มซักที

อันนี้เป็นความเห็นจากโปรแกรมเมอร์ เลยออกจะยึดติดกับความคิดแบบโปรแกรมเมอร์มาก (เป็น bias อีกแล้ว) ก็ มีความเห็นอย่างไรครับ?
Hot! เห็นตามนั้น (มานานแล้ว)

เรื่องนี้มันโยงไปถึง วิธีการศึกษาและการเรียนการสอนของคณะนี้ ได้เลยน่ะ......
การเรียนการสอนแบบที่เป็นอยู่ น่าจะยังมีอะไรผิดพลาด มีช่องโหว่ และถ้าเห็นก็ควรต้องปรับปรุง


ปล. ถูก คือ == ; ผิด คือ != ; ดังนั้นถ้าจะให้ชัดเจนคงต้องระบุตัวเปรียบเทียบเสมอ (เพราะมันเป็น binary operator จะมี operand แค่ตัวเดียว ก็ใช้ไม่ได้)

ปล2. ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว , แต่วิธีสืบหาความจริงนั้นแหละ ที่น่าจะยังเป็นปัญหาของวิชาการสายนี้ (น่าจะประยุกต์เอา formal proof ไปใช้)

ปล3. ผมว่านักปกครองจริงๆ ไม่ควรจะเรียนแบบที่รัฐศาสตร์ปัจจุบันเรียนกัน ที่เรียนแต่ปรัชญาเป็นหลัก, นักปกครองควรต้องรอบรู้ ในศาสตร์เกี่ยวกับคนศาสตร์อื่นๆด้วย ที่เป็นศาสตร์แข็งกว่าและเข้าถึงข้อเท็จจริงได้ดีกว่า เช่น จิตวิทยา, บริหารธุรกิจ, เศรษฐศาสตร์, วิทยาศาสตร์ (คอมฯ ก็ดีน่ะ ทำให้ได้ระบบความคิดแจ่มจริงๆ แนวคณิตศาสตร์ประยุกต์ แต่รู้หมดทุกสายเลยดีกว่า)
=> มนุษย์เทพ เก่งทุกเรื่อง

#7 By Detonator on 2010-03-20 00:42

ถ้าอยากลองรับรู้ว่า นักรัฐศาสตร์แบบนี้เป็นยังไง ลองหาชื่อ สมศักดิ์ เจียมฯ อ่านดูซัีก 2-3 บทความ แล้วจะพบว่า ...

เชื่อไอ้พวกนี้ สังคมล่มสลายแหงๆ เพราะมันไม่ฟังความเห็นต่างเลย

#6 By house on 2010-03-19 22:52

^- เมืองไทย รัฐศาสตร์แต่ละคนมีคำอธิบายเดียวครับ แล้วด่านักรัฐศาสตร์ฝ่ายตรงข้ามว่าเขาผิด

แล้วหลายๆคนก็โดดลงมาถือหางม็อบคนละข้างแบบเต็มตัวด้วย อาการก็เลยเหมือนเสี้ยมคนตีกันไปโดยปริยาย

ลงท้ายก็เลยมีหลายความคิด แต่ห้ามเถียงนะ ไม่งั้นคุณจะกลายเป็นศัตรู

#5 By house on 2010-03-19 22:48

เอ่อ ไม่มี!
แถวๆนี้ เป็นคณะแรกๆที่โดนตัดงบช่วงเศรษฐกิจไม่ดี ก๊ากกกกก อาจารย์แปะงานไว้บนเว็บนักเรียนปริ๊นชีทเอาเอง ไม่มีแจก ก๊ากก

โอเค ตอบแบบจริงจัง เพราะกระทบต่อตัวเอง
ตราบใจที่เมืองไทยยังบ้า คิดว่า โลกนี้ orthodoxy อย่างเดียว คือ ทุกอย่างมีคำอธิบายเดียว เช่น เสื้อแดงประท้วงเพราะได้ตังค์ รัฐศาสตร์ก็ไปไหนไม่ได้ เพราะทั้งสิ้นทั้งปวงคือ การพยายามหาคำอธิบายว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง
เอาจริงๆไม่เห็นรัฐศาสตร์ได้เสี้ยมให้คนตีกันจริงๆซักครั้ง ก็ในเมื่อไม่มีใครเชื่ออยู่แล้ว เป็นได้แต่social commentator เห่าๆกันไปวันๆ ไม่เห็นมีใครฟัง
ไม่รู้ว่าที่เมืองไทยรัฐศาสตร์เป็นอย่างไร แต่ถ้าเป็นแถวๆนี้ บอกได้ว่าไม่เห็นล้าสมัย สังคมเปลี่ยนไว รัฐศาสตร์ก็เปลี่ยนไวตาม political scientist เขียนหนังสือใหม่ๆกันให้วุ่น (กอบโกยตังค์เข้าไปก่อนทฤษฎีของคุณจะโดนprove wrong ก๊ากกกก)
ความคิดที่จะให้มี คำอธิบายเดียว ความคิดที่ตกผลึกออกมาแล้วหนึ่งเดียว มันใช้ไม่ได้หรอก อยากจะบอกว่า ไม่มีใครถูกไปหมด แล้วก็ไม่มีใครผิดไปหมด จะมาตกลงกันว่า อันนี้แหละถูก มันก็ขัดกับความเป็นจริงบนโลก ideally ต้องมีคนออกมาเถียงกันเยอะๆ แล้วคนรอบๆรับรู้ข้อถกเถียงนั้นเยอะๆ แล้วให้ตัวเองเองว่าจะเชื่ออันไหน นี่สิถึงจะทำให้ฉลาดจริง มันต้องคิดตาม ไม่ใช่ว่ามีคำอธิบายเดียว(คำอธิบายอย่างorthodoxเป็นต้น)
จะว่าไปรัฐศาสตร์นี่ ขัดกับแนวประพฤติของสังคมไทยมากๆเลยนะ (เช่น ตั้งเถียงกัน disputeไม่หยุด แต่ก็ทำไปเพื่อให้คนคิดเยอะๆ มันจะได้มีไอเดียใหม่ๆนะ) เมืองไทยจะชอบสันติ ไม่ตีกัน ไม่เภียงกัน คนไทยมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องการ แต่political science มัน เป็นไปไม่ได้ที่จะมานั่งเล่นกันเป็นวงซิมโฟนีน่ะ มันไม่มีคำอธิบายหนึ่งเดียว

ส่วนตัวแล้วคิดว่า เปิดพื้นที่ให้ทะเลาะกันอย่างเป็นระบบ(โจมตีกันในสภา ด่ากันตอนหาเสียง ออกทีวีด่ากัน) ดีกว่า มาทะเลาะกันปลุกปั่นให้คนมาปิดถนน เสียเวลาทำกิน เสียเงิน มีความเชื่อลึกๆในใจเราว่าถ้ามันได้ออกมาแง่งใส่กันแต่แรก ไม่มีสมาคมลับและบุคคลคนนั้นอยู่เบื้องหลังเสื้อเหลือง แล้วฉะ ใส่กันแต่แรก ทักษิณโดนด่า ก็โดนด่าแตกแรก โดนไม่ไว้ใจแต่แรก คงไม่ต้องrally ผู้คนมากมายขนาดนี้

ไม่รู้ที่เมืองไทยเค้าสอนกันยังไง แต่บอกได้ว่า ถ้าสังคมยังเชื่อว่าต้องมีคำอธิบายหนึ่งเดียวอยู่ ก็จะโดนคนเค้าหลอกใช้ไปเรื่อยๆล่ะนะ

ปล. ยังรักจขบ.อยู่นะคะ อย่าเข้าใจผิด แอร๋ย

#4 By songsage on 2010-03-19 22:27

มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ฉะนั้นเราเลยไม่สนใจที่พวกเสื้อสีพูดหรอก ถามจริง ที่เขาพูดน่ะถูกผิดมันแล้วแต่คนตะหากล่ะ -*-

#3 By Taki on 2010-03-19 16:06

^- โดนย้ายครับ ยังไม่ลบ

#2 By house on 2010-03-19 15:49

กระทู้ต้นทางโดนลบไปแล้วสินะครับ

นักรัฐศาสตร์มีประโยชน์อะไร...
ผมจะขอตอบว่า เอาไว้ระบุและจำกัดพวกบ้าๆให้อยู่ร่วมกลุ่มในที่เดียวกัน ครับ....(ยืมแนวคิดของไฮน์ไลน์ในจันทราปฏิวัติมาใช้)