Ender's Shadow

posted on 18 Dec 2009 15:22 by house in Book
ใครเคยอ่าน Ender's Game(เกมพลิกโลก) แล้วมาต่อเล่มสองที่ Speaker of the dead(วาทกะแด่ผู้ล่วงลับ) 

นี่ต้องมีคนคิดเหมือนผมแน่ๆว่า เฮ้ย นี่มันหลอกกันนี่หว่า นี่ไม่ใช่ภาคสองซักหน่อย เพราะเวลาห่างกันตั้งสามพันปี แถมพลิกแนวจากสงครามชิงไหวชิงพริบ กลายเป็นปรัชญาจ๋าไปซะฉิบ

Orson Scott Card คนเขียนเองก็ยอมรับว่า Ender's Game เป็นภาคเดี่ยวที่มีหน้าที่ปูพื้นให้ ไตรภาคของจริงที่ตามมาเท่านั้นเอง

เดือนก่อนไปเดินคิโนะเอ็มโพเรียม เจอชุด Ender's Shadow ขายอยู่ทั้งเซตแค่พันนิดๆ หลังถอยกลับมาอ่านเล่มสอง(จริงๆครับ  ผมเข้าใจผิดว่ามันเป็นเล่มแรก) แล้ว ก็พบว่า นี่แหละ ที่ภาคต่อของเอนเดอร์ควรจะเป็น
 

ในช่วงเอนเดอร์ภาคแรก เพื่อตั้งรับกับภัยคุกคามจากมนุษย์ต่างดาว มนุษยชาติรวมใจกันเป็นหนึ่ง โดยมีเฮเกมอน เป็นผู้ดูแลบริหารบนโลก  โพลมาร์ช ผู้บัญชาการยานรบระหว่างดาว และ สตรากอส หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์

ทีนี้พอภัยคุกคามจากต่างดาวเงียบไป อำนาจของเฮเกมอนก็ชักกร่อย ประเทศต่างๆเริ่มงอแงไม่ส่งเงินสนับสนุนอีก เด็กๆถูกเรียกตัวกลับจาก กองบัญชาการระหว่างดาวไปยังบ้านเกิด บ้างก็กลับไปมีชีวิตปกติ บ้างก็ไปรับตำแหน่งระดับสูงในกองทัพ(เว้นแต่เอนเดอร์ที่ไม่กลับโลก)  แล้วมนุษย์ก็หันมาทำสิ่งที่ตัวเองทำมาตลอดห้าหมื่นปี คือ ตีกันเอง โดยเอาปืนจ่อหัวให้เด็กอัจฉริยะเหล่านี้วางแผนให้

ในบรรดาเด็กที่จบจากโรงเรียนสงครามทั้งหมด ที่โดดเด่นที่สุดคือ สหายศึกแห่งเอนเดอร์(Ender's jeesh) กลุ่มเด็กอัจฉริยะ 11 คนที่เข้าร่วมสงครามครั้งสุดท้ายกับมนุษย์ต่างดาวเคียงข้างเอนเดอร์ ซึ่งหลังกลับสู่โลกได้ไม่เท่าไหร่ ก็โดนกลุ่มคนร้ายไม่ทราบชื่อ ลักพาตัวไปจนหมดสิ้น มีเพียง จูเลียน เดลฟิกิ(บีน) ที่หนีเอาตัวรอดไปได้

บีนแสวงหาความช่วยเหลือจาก ปีเตอร์ วิกกิ้น พี่ชายของเอนเดอร์ และเด็กอัจฉริยะสองคน ต้องสู้กับทั้งโลก เพื่อช่วยเหลือเพื่อนๆของเขาออกมาจากคนที่ต้องใช้ให้เป็นตัวหมากในสงคราม

ปล. (สปอยด์)ซีรีย์นี้ไทยโดดเด่นมาก บีนมาตั้งฐานบัญชาการที่ไทยอยู่พักใหญ่ๆ และทหารไทย มีส่วนร่วมในแทบทุกยุทธการตลอดเรื่อง ตอนจบเรื่อง เมื่อสมาพันธ์ประชาเสรี(Free People of Earth) หรือ รัฐบาลโลก ตั้งขึ้น กรุงเทพ ถูกเลือกเป็นหนึ่งในสี่ เมืองหลวงของสมาพันธ์(อีกสามแห่งคือ ริเบรโร เปโตร ประเทศบราซิล ,คิยากิ ประเทศรวันดา , รอตเตอร์ดัม ประเทศฮอลแลนด์) มีเสียนิดคือ คาร์ด ตั้งชื่อตัวละครไทยได้ลิเกมาก(สุริยวงศ์งี้ อำพูนงี้)

edit @ 18 Dec 2009 15:29:55 by house

Comment

Comment:

Tweet

#1 สี่เล่ม ตกเล่มละไม่ถึงสามร้อย ถูกกว่าภาษาไทยอีก

#2 อ่านแว่วๆจากที่ไหนซักแห่งว่า แกอาศัยหนังสือประวัติศาสตร์ไทย สมัยร้อยหรือสองร้อยปีก่อนนี่แหละ มาอ้างอิงตั้งชื่อsad smile

#3 By house on 2009-12-19 20:34

ว้ากกก กว้ากกกกก ว้ากกกก
ใจตรงกัน เมื่อคืนก่อน เพิ่งคิดถึงEnderมากๆ จนต้องเดินไปBarnes&Noble ไปถอยXenocide(เล่มสาม)มาอ่านเพราะทนรอภาษาไทยไม่ไหว(ซื้อไม่ทันค่ะ แล้วก็หมดหนทาง...)
โอเค คือ พลาดตรงที่ไล่เก็บทีละเล่มเพราะไม่อยากซื้อเป็นเซ็ตเนี่ยแหละ ทำให้ทรมานใจเวลามันไม่มี อ่า ถ้าจะรู้ว่าภาษาไทยหายากอย่างนี้ ซื้อเป็นเซ็ตภาษาอังกฤษอ่านไปนานแล้ว...OTL จริงๆมีลำดับในการเสพอย่างนี้ค่ะ 1.ดูหนัง(สมมติว่าถ้ามี) 2.อ่านภาษาไทย 3.อ่านภาษาอังกฤษ
ดูหนังก่อนเพราะว่า ถ้าอ่านหนังสือก่อนจะจับผิดหนังเพราะหนังจะลึกได้ไม่เท่า อ่านหนังสือแล้วไปดูหนังจะหงุดหงิด อ่านภาษาอังกฤษทีหลังจากอ่านภาษาไทยเพราะว่า ภาษาไทยอ่านแล้วจะอินกว่า แต่ภาษาอังกฤษอ่านเพื่อเก็บตกบางอย่างที่ภาษามันส่งต่อมาไม่ได้ อย่างพวกโจ๊ก หรือคำพูดบางอย่างที่impactของภาษาอังกฤษรุนแรงกว่ามาก
ก็เลย ไม่กล้าซื้ออังกฤษมาเยอะ แต่ก็ทนไม่ไหว รู้สึกเป็นdilemma เลยต้องอ่านแบบกล้าๆกลัวๆ

((ขอโทษนะคะ ง่วงมึนมาก เข้ามาพิมพ์อะไรไม่รู้มึนสุดๆ!!))

ตื่นเต้นที่มันบังเอิญ ก๊ากกกกก

ปล.มายก่อดดดดดดดดดดดด ภาคต่อของภาคต่อ ไม่ไหวแล้วววววววว ไทยเท่โคตตตตตต แต่ลุงCardแกชอบเล่นแบบนี้ อ่านXenocideมีตัวละครเป็นจีน ชื่อก็เอามาเป๊ะๆกับคนในประวัติศาสตร์จีน แบบว่า ชื่อเก่ากึ้กคนจีนคงรับไม่ได้ก๊ากกกกกก แต่ลุงCardแกเล่าว่าไม่ไหวต้องไปปรึกษาคนจีนมาตั้งชื่อ อยากได้ความหมายที่โดนจริงๆทั้งๆที่แกเองไม่รู้ภาษาจีน เชื่อว่าแกคงไปถามคนไทยมาเช่นกัน อ่า

#2 By songsage on 2009-12-19 15:05

พันกว่าเลยเรอ ฮือๆ