สองมาตรฐาน(2)

posted on 27 Apr 2009 00:39 by house in Social-Politic
คำถามหนึ่งที่ markpeak ทิ้งไว้ คือเหตุใดคนกรุงเทพมีปฏิกริยาต่อเรื่องการทุจริตสูงกว่าคนต่างจังหวัดมาก ในกรณีของทักษิณ


ผมคิดคำตอบได้หลายอย่าง อย่างแรกมาจากคำประชดที่มีคนชอบพูดนั่นเองว่าคนกรุงเทพเป็นเจ้าของประเทศไทย ซึ่งจะว่าไป แม้หลายคนจะไม่ชอบใจก็คือจริง ถ้ามองในแง่เม็ดเงินภาษี เมื่อไทยมีผู้จ่ายภาษีทั้งสิ้นราว หกล้านคน และ มีเพียง 9 แสนคนเท่านั้นที่มีรายได้เกินเดือนละ 15000 บาท คนเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในเมือง

** ผมไม่ได้วิจารณ์เรื่องปัญหาชนชั้น/ การจัดสรรทรัพยากรในบทความนี้ เพียงต้องการชี้ให้เห็นประเด็นที่มีผลในการกำหนดการตัดสินใจเท่านั้น**

เมื่อธรรมชาติเป็นเช่นนี้ คนเมือง ย่อมมีความรู้สึกว่าเงินภาษีนั้นเป็นของตน สูงกว่าคนในรอบนอก การที่ทักษิณทุจริต(ไม่ว่าจะเป็นจริงรึไม่) อาจอุปมาได้ดังนี้

คนในหมู่บ้านหนึ่งนำเงินใส่ซอง ให้ ผู้ใหญ่บ้านนำไปแจกจ่ายแก่คนยากจนในหมู่บ้านอื่นๆ ทำเช่นนี้เป็นอาจิณ จนวันหนึ่งชาวหมู่บ้านสงสัยว่าผู้ใหญ่บ้านนั้น ยักยอกหยิบเงินบางส่วนใส่กระเป๋าไปบ้างหรือไม่ ครั้นจะคาดคั้นถาม ผู้ใหญ่บ้านก็คอยหลบเลี่ยง จนสุดท้าย ชาวหมู่บ้านจึงตัดสินใจเปลี่ยนตัวผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ ไม่มีนโยบายนำเงินไปแจกอีกต่อไป

สำหรับคนยากจนที่ได้รับผลประโยชน์ ย่อมมองว่า คนในหมู่บ้านนั้นเห็นแก่ตัว ขับไล่คนที่ช่วยเหลือพวกเขาออกไปเสีย แต่สำหรับผู้เป็นเจ้าของเงินแล้ว นี่คือการโกง และยักยอกซึ่งยอมกันไม่ได้

รัฐบาลหลังจาก พฤษภาทมิฬ นอกจากรัฐบาล จิ๋วหวานเจี๊ยบแล้ว ประเด็นทุจริต กลายเป็นประเด็นมาตรฐานในการล้มรัฐบาล ผมจึงเชื่อมั่นว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของการหมั่นไส้แต่อย่างใด

การมองในประเด็นนี้จะเห็นภาพชัดขึ้นว่า ปฏิกริยาของคนเมืองแรงขึ้นทันทีจากข่าว "ไม่เสียภาษี" ทั้งๆที่ประเด็นจงรักภักดี ลากกันมาเป็นปี หรือ ประเด็นทุจริตยังสร้างอิมแพกต์ไม่แรงเท่า เพราะนี่เป็นการเอาเปรียบโดยตรง จากประเด็นนอกจากยักยอกแล้ว ยังไม่ช่วยจ่ายอีกต่างหาก

คำตอบถัดมาที่น่าสนใจคือ ผลประโยชน์ที่ได้รับจากรัฐบาล
สำหรับชาวรากหญ้า ผลประโยชน์ที่เขาสนใจคือผลประโยชน์เฉพาะหน้า(การประกันราคาพืชผล/การพักชำระหนี้/กองทุนหมู่บ้าน/การรักษาพยาบาล) ในขณะที่คนเมืองไม่ได้สนใจผลประโยชน์เหล่านี้เลย เนื่องจากมีรายได้มั่นคง เข้าถึงทุนและบริการได้ง่ายอยู่แล้ว ผลประโยชน์ของคนเมืองวางอยู่บนนโยบายระยะยาวและความโปร่งใส

งานของคนเมืองโดยมาก อิงกับการนำเข้า/ส่งออก และการลงทุนต่างประเทศ นโยบายระยะยาว และความโปร่งใสของการเมือง เป็นปัจจัยที่น่าจะเรียกได้ว่าสำคัญที่สุด คนเมืองบริโภคน้ำ ไฟ มากเป็นอันดับต้นๆ การพยายามแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ย่อมเป็นปัจจัยที่คนเมืองไม่พอใจ(ยิ่งไม่พอใจหนักขึ้น จากปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนที่จะตามมาแน่ๆ) ความล้มเหลวในการจัดการปัญหาในภาคใต้ ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวมีปัญหา นี่ก็ไม่พอใจ การพูดตามใจปาก/แบ่งแยก/หลบเลี่ยงการตรวจสอบ ทำให้โครงสร้างระบอบผิดเพี้ยน ย่อมเป็นเรื่องที่คนเมืองเป็นห่วงเป็นพิเศษ 

ปัญหาเหล่านี้ระเบิด เมื่อ ปชป บอยคอต และการเมืองไทยเข้าสู่จุดล็อก

เอ้อ ลงท้ายก็ยังไม่ได้เขียนเรื่องปัญหาระบอบอุปถัมป์เลย -*-

Comment

Comment:

Tweet

ผมว่าคนเมือง เกลียดทักษิณมันมีหลายๆส่วนผสมกันนะ
ไม่ใช่เรื่องเดียว

เช่น 10 คนอาจเกลียดเพราะเรื่องสถาบันแต่ไม่เกลียดเรื่องอื่นๆ
อีก 10 คนอาจเกลียดเฉพาะเรื่องไม่เสียภาษี
อีก 10 คนอาจเกลียดเฉพาะชอบพูดโกหก
อีก 10 คนอาจเกลียดเฉพาะเรื่องโกงสมบัติชาติ
อีก 10 คนอาจเกลียดเฉพาะโดนไล่บี้ตอนทักษิณเรือง
อำนาจ

พอรวมๆกัน มันก็เลยเยอะ พอสมควรเลย

ผมว่าปัญหาใหญ่และเฉพาะหน้าตอนนี้คือ พวกแกนนำ
เสื้อแดง ที่กำลังจะเปลี่ยนสงครามระหว่างทักษิณกับ
อำมาตย์ให้กลายเป็นสงครามชนชั้นแล้วนะสิ

คือเราจะมาหาจุดสมดุลกันเลยไม่ได้หรือไง ผมเชื่อว่า
คนส่วนใหญ่ต้องการแค่ สังคมไทยที่เจริญก้าวหน้า
และทุกคนอยู่กันได้อย่างมีความสุข

ช่วงนี้อ่านประชาไทย แล้วเวียนเฮด คือพี่แกจะ
สร้างสงคราม ชนชั้น สงครามปฎิวัติให้ได้

ถามหน่อยเหอะ ชาวบ้านที่นางเลิ้งนะ คิดหรือว่าไม่มี
พวกคนยากจน

แต่โดนพวกเสื้อแดงบอกว่าเป็นพวกพันธมิตรเสียชิบ
แล้วดันมีคนบ้าเชื่อต่างหาก

#11 By บุคคลนิรนามที่hose รู้จัก (112.142.25.217) on 2009-05-01 17:35

#9

ก็จริงครับ ในข่าววงในที่ได้ยินมาก็เป็นเพราะเขา มันถึงได้เสร็จแบบเนรมิตรมาอย่างนั้นเลย เพราะเขาเร่งจริงๆในยุคนั้น

ก็ต้องยอมรับว่านโยบาย เสร็จก่อนแก้ทีหลังของเขามันเร็วจริงๆ เห็นผลจริงๆเหมือนกัน

แต่สายสถาปัตย์เขาไม่ค่อยยอมรับกันในด้านการก่อนสร้างที่ออกมาเป็นอย่างนั้นน่ะนะ น้องสาวก็บอกบ่อยๆว่ามันไม่ถูกหลัก คนออกแบบก็ไม่มีประสบการณ์ออกแบบอาคารในเขตร้อน หลายๆอย่างก็เลยออกมาไม่สุด ไม่ดีอย่างที่หวังไว้ในตอนแรก ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเร่ง หรือเพราะวาระซ่อนเร้น แต่ได้ยินมาว่าตั้งแต่สายไฟยันรันเวย์นี่กินกันอร่อยเลย แหะๆangry smile sad smile

#10 By tamanxzg on 2009-04-27 22:39

ขอค้านคุณ tamanxzg นิดนึงเรื่องสนามบินนะครับ
ถึงเป็นนโยบายหลายสิบปี แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ
เค้ามาทุบโต๊ะทำให้สำเร็จได้ คงต้องยกให้เป็นฝีมือจริงๆส่วนหนึ่งไป

ส่วนเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในสนามบิน หรือคุณภาพ โครงสร้าง ก็ต้องปรับปรุงครับ

อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่เสร็จ....
และที่ต้องรีบเปิด เพราะต้องการดึงคะแนนนิยม หลังจากโดนโจมตีอย่างนักจนต้องเร่งสร้าง...

มันเชื่อมโยงเป็นกลไกซับซ้อนแบบพิลึกๆน่าดูเลย
#4 #6

เห็นด้วยเช่นกันครับ
ผมมองว่าทักษิณเองนั่นแหละที่เป็นอำมาตยาธิปไตยตัวจริง
เขียนเรื่องนี้ก่อนแหละดีค่ะ
เป็นบทความที่ให้ทัศนคติของคนเมืองได้น่าเชื่อถือมากกก

Hot! อ่านแล้วเข้าใจการเมืองในแง่ของความเป็นไปได้ดีกว่าอ่านข่าว มือที่มองไม่เห็น หรือ มือที่อยู่เมืองนอกอีก

#7 By PoY on 2009-04-27 15:20

#4 เห็นด้วยครับ ทักษิณเองก็เป็นอำมาตย์ตัวใหญ่ที่ถ้าชนะก็จะสถาปนาตัวเองขึ้นมาแทนที่เปรมเช่นกัน

@shu แปลว่้่าอะไีรembarrassed
@tera ก็ตามนั้นแหละ บางคนถึงประชดว่าคนเมืองเป็นคนดัดจริต
เรื่องนโยบายเฉพาะหน้า ผมไม่ได้บอกว่านโยบายพวกนี้ไม่มีประโยชน์นะ แต่จะบอกว่า คนเมืองไม่ได้สนใจว่าจะมีนโยบายเหล่านี้หรือไม่(เสียงค้านดังหน่อยก็คือ กองทุนหมู่บ้าน กับ การรักษาพยาบาล)ซึ่งกรณีหลังผมมองว่า เพราะทำให้งานหมอหนักขึ้ืน และ หมอๆ ก็คนเมืองเหมือนกัน
แต่คนเมืองสนใจอีกเรื่องคือ ต้องการประกัน อำนาจทาง ศก. ในอนาคต เมื่อสองแนวคิดชนกันรัฐบาลก็เลยไปไม่รอด
@tamanxzg ถูกเลย ทักษิณไม่ใช่ ประชาธิปไตย เป็นหมากตัวหนึ่งที่ถูกกลุ่มต่อต้านอุปถัมป์้เชิดขึ้นมา้เท่านั้นเอง

#5 By house on 2009-04-27 07:42

ใจจริงแล้วนโยบายที่มักถูกเรียกว่าประชานิยม ตามหลักเศรษฐกิจมหภาคแล้วมันก็คือการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคประชาชนอยู่ดีครับ และในสมัยทักษินก็มีการใช้กลไกเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี จะเรียกว่าเป็นการแก้ปัญหานอกกรอบ หรือเรียกว่าเป็นการทำนโยบายให้จับต้องได้จะถูกต้องที่สุด เพราะจริงๆแล้วนโยบายประชานิยมเหล่านี้รัฐบาลอื่นก็ทำครับ แต่ไม่ชัด ไม่ประชาสัมพันธ์จนเห็นภาพขนาดนี้

นโยบาย 2000 บาทนี้หากมองผิวเผินก็เหมือนกับเป็นนโยบายที่สิ้นคิด แต่แท้ที่จริงแล้วก็มาจากทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์ที่หลายๆประเทศก็ทำกัน เช่นการให้คูปองสำหรับคนตกงานก็มีให้เห็นในทุกประเทศ มันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในยามที่ทุกๆภาคส่วนหยุดการลงทุน ดังนั้นรัฐจำเป็นต้องกระตุ้นให้เงินยังคงหมุนเวียนอยู่ในระบบให้ได้ และวิธีที่เร็วที่สุดก็คือการกระจายเงินเก็บที่มีอยู่ในมือออกไป ให้กับคนที่จะใช้จ่ายสูงที่สุด ก็คือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยนั่นเอง (ถ้าคนรวยได้ตัง 2000 ก็คงเอาไปเก็บหมด แต่ถ้าเป็นคนเงินเดือนหมื่นเดียว ได้2000 มานี้คงใช้แทบทั้งหมด ซึ่งจะทำให้เงินก้อนนี้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด) และก็เป็นหลักการเดียวกับนโยบายกองทุนหมู่บ้านนั่นแหละ แต่งานนี้เร่งด่วนกว่าเยอะเพราะวิกฤติจริงๆ

คุยซะนานยังไม่เข้าประเด็นในบล็อกเลย ต่อๆ

ผมกลับคิดว่าปัญหาหลักๆที่มีมาก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าใจว่านโยบายรัฐบาลที่ออกมาในแต่ละยุคเป็นอย่างไร ทำไปแล้ว GDP มันเพิ่มแล้วเขาจะได้อะไรประมาณนั้น

แต่ในยุคของทักษินเขาสามารถสืื่อมันออกมาได้ชัดเจน จนทำให้คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะในชนบทเข้าใจว่ารัฐบาลได้ช่วยพวกเขาอย่างไร (จริงนโยบายของรัฐบาลอื่นก็ให้คุณแก่ประเทศเหมือนๆกัน แต่ไม่ได้นำเสนอให้เข้าใจได้ง่ายเท่านั้น) นโยบายของเขาก็มีทั้งดีและไม่ดี มีทั้งที่เป็นนวัตกรรม และเป็นข้อผิดพลาดให้เกิดการโกงกินขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับทุกรัฐบาลที่มีมานั่นแหละ

หลายสิ่งหลายอย่างที่เขาทำสำเร็จแล้วยกเป็นเครดิตตัวเองบางงานก็มาจากรัฐบาลชุดก่อนๆ หรือมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่วางไว้เป็นสิบๆปี อย่างเช่นสนามบิน หรือการชำระหนี้ IMF นี่ก็เป็นผลงานของรัฐบาลหลายๆชุดช่วยกันทำมา แต่รัฐบาลเขาได้เครดิตไป ก็เป็นเรื่องของการตลาดไปส่วนหนึ่ง (จริงๆควรชื่นชมทีมเศรษฐกิจ กับทีมที่ปรึกษารมต.คลัง มากกว่าด้วยซ้ำ ไม่ใช่ชมรัฐบาล หรือนายกเพียงคนเดียว)

แต่อย่างไรก็ดีอีกส่วนที่ทำให้คนยอมรับไม่ได้กับเขาก็คือ การที่เขามักจะพูดในเชิงว่าสิ่งที่ทำจะไม่ผิด เพราะเขามาจากเสียงสนับสนุน 19 ล้านเสียง จริงๆแล้วผมว่าลึกๆทักษินไม่ได้เข้าใจในประชาธิปไตยจริงๆหรอก แต่ตัวตนเขาเป็นอัมมาตยาธิปไตย(น่าจะเขียนผิด)ตัวจริงเลย เพราะใครที่สนับสนุนเขาก็จะให้คุณ ใครต่อต้านจะให้โทษ ยิ่งในยามที่ประกาศว่าจังหวัดที่เลือกเขาจะได้ผลประโยชน์ก่อนนี่ก็คือสิ่งที่สะท้อนตัวตนจริงๆของเขา และความเป็นสองมาตรฐานของเขาเอง

#4 By tamanxzg on 2009-04-27 04:11

อีกอย่างที่ผมอยากมองต่างมุมคือ เรื่องโครงการนโยบายต่างๆที่ดูเหมือนเป็นประโยชน์เฉพาะหน้า

การประกันราคาพืชผล - ใช่ และไม่ไปพร้อมๆกัน การประกันราคาบางส่วนหมายถึงการรับประกันว่าในอนาคตจะมีผู้รับซื้อในราคาที่พ่อค้าต้องพิจารณาก่อน การประกันราคาไม่เป็นปัญหานะครับ ปัญหาจริงๆอยู่ที่ว่าหลังจากรัฐรับซื้อแล้วจะไปตกอยู่ไหน และจะผ่องถ่ายออกให้เป็นรายได้อย่างไร ซึ่งรัฐไทยไม่เคยบริหารงานนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเลย เพราะเหล่าผู้ผูกขาดการค้าเกษตรส่งผู้ดูแลผลประโยชน์ตัวเองมามีอำนาจทางการเมืองเสมอ

การพักชำระหนี้ - ใช่ แต่บางส่วนหมายถึงโอกาสที่เขาจะพ้นจากวงเวียนกู้/ทำ/ขาย/ใช้หนี้(ไม่หมด)/กู้.....

กองทุนหมู่บ้าน - มันคือยูนุสโมเดล? กรามีนแบงค์? ผมเคยคุยกับลูกชายของคุณพันศักดิ์ วิญญรัตน์ คนเสนอนโยบายนี้ให้ทักษิณ เขาพูดไว้น่าสนใจว่า ต่อให้สามหมื่นหมู่บ้านประสบความสำเร็จแค่ 300 หมู่บ้านก็คุ้มค่า ในเมื่อสามหมื่นล้านบาทของมิยาซาว่าก็ไม่เกิดผล เพราะเมื่อแจกเงินลงไปก็เป็นเหมือนนโยบาย helicoptor money ของอภิสิทธิ์ตอนนี้ แต่ในเมื่อผลสำเร็จมันออกมาดีกว่าที่คิด การเชื่อมโยงเครือข่ายเข้ากับพนักงานของธนาคารออมสินได้ผลมากกว่า 70% (ถ้าเชื่อตามผลสำรวจของรัฐ) มันคือการเข้าถึงและกระจายอำนาจตัดสินใจเข้าสู่ชุมชนโดยตรงแบบที่อำนาจรัฐยุคก่อนหน้าไม่เคยทำมาก่อน

เป็นดาบสองคมที่ทำให้นักการเมืองท้องถิ่นและแม้แต่ทักษิณเองหาประโยชน์จากโครงการนี้อย่างน่าเศร้าใจ

กลายเป็นผูกปีหาเสียงพอๆกับที่ medicare-medicaid ผูกกับเดโมแครตนั่นแหละครับ

ที่สำำคัญที่สุดคือการรักษาพยาบาล มันเป็นผลระยะยาวที่สุดที่ชาวบ้านเห็นได้ครับ หากการเจ็บป่วยไข้ลดลง หรือค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลลดลง หมายความว่าจะมีเงินเหลือไปพัฒนาอย่างอื่นได้ต่อไป

มันยั่งยืนกว่าสร้างระบบขนส่งมวลชนเสียอีก

นอกจากนี้ เรื่องการให้เหตุผลว่าทำไมคนเมืองออกมาไล่ทักษิณ เห็นด้วยทุกประการครับ

แต่สิ่งที่รับไม่ได้ที่สุดเรื่องเดียวคือ "การรัฐประหารที่ถูกวางแผนไว้"
เห็นด้วยกับสาเหตุที่ทักษิณถูกขับไล่จากคนเมืองเพราะประเด็นไม่เสียภาษี

แต่ผมเห็นความไร้มาตรฐานของคนเมืองนะ ถ้าเป็นตามที่คุณเฮาส์เขียนมา

คนเมืองส่วนใหญ่พร้อมที่จะหลับหูหลับตากับการทุจริตที่ตนเองหรือคนใกล้ตัวกระทำ (ใช้ซอฟท์แวร์เถื่อน, ฟัง mp3, ซื้อหนังสือวิธีหลบเลี่ยงภาษี, หาประโยชน์จากเส้นสาย, จ่ายสินบนใต้โต๊ะ) แต่กล่าวเรียกร้องความพอเพียงและจริยธรรมกับผู้นำและชาวชนบท และแน่นอนว่า นั่นอาจเป็นเรื่องที่ดีหากมาตรฐานทั้งหมดมีจริง

แต่ระบบจริยธรรมของชนบทไทยต่างจากเมือง และมาตรฐานที่ไม่เคยมีบังคับใช้ได้ในเมืองไทยคือกฎหมายก็ไม่อำนวยให้เกิดมาตรฐานหลักร่วมกันระหว่างเมืองกับชนบท

การต่อรองกับตำรวจ, พนักงานราชการ, ธนาคาร เป็นเรื่องยากเย็นสำหรับชาวบ้าน หรือแม้กระทั่งคนเมืองที่ไม่มีเส้นสายรู้จัก หรือไม่ได้เรียนกฎหมาย ถูกข่มขู่ได้ทุกอย่างก่อนที่จะถูกปฏิรูประบบราชการในยุคทักษิณ 1

เมื่อชาวชนบทพบว่า ชนชั้นนำเกือบทั้งหมดของประเทศไทย ที่เคยปกครองเขามาไม่รู้กี่สิบปีก็เสียภาษีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย, ซีพี, เซ็นทรัล, โสภณพณิช, ล่ำซำ ฯลฯ (ผมคงไม่ต้องกล่าวพาดพิงถึง "บางกลุ่ม" นะ) แล้วทำไมผู้นำคนแรกที่ทำถูกใจเขา ถึงต้องถูก "คนในเมือง" ที่ไม่เคยมาดูดำดูดีอะไรเขาเลยไล่ออกไปด้วย มันเลยกลายเป็นกำลังหลักของม๊อบเสื้อแดง(ส่วนพวกปัญญาชนฝ่ายซ้ายจัดหรือผู้ต่อต้านระบบอุปถัมภ์จริงๆนั่นไม่มีอำนาจอะไรเลยในการจัดการม๊อบ)

เหมือนกับที่ "จริยธรรม" และ "คุณธรรม" ของชนชั้นกลางไปสมประโยชน์กับชนชั้นสูง(ที่ดูๆแล้วก็ไม่เห็นจะมีจริยธรรมอะไรอย่างที่ว่า-ถ้าอ่านข่าวก๊อสซิปไฮโซบ่อยๆ) กลายเป็นม๊อบเสื้อเหลือง

ผมเข้าใจถึงมาตรฐานของ "จริยธรรม" และ "ความชอบธรรม" ที่เราพยายามกำหนดให้เป็นบรรทัดฐาน เป็นสิ่งสมควรรักษาและสร้างให้เป็นหลักเกณฑ์ใหม่ของสังคม

แต่เมื่อมีอำนาจเหนือหลักเกณฑ์พร้อมเข้ามาเปลี่ยนมาตรฐานทุกอย่างได้ตามความพอใจของตน และบีบให้ความยุติธรรมเข้าข้างตัวเองได้ล่ะคุณ

ทักษิณเองก็เล่นตามเกมนี้ และต้องหลุดพ้นไปเพราะเกมนี้เหมือนกัน จะเรียกว่ากงกรรมกงเกวียนคงไม่ผิด

เขา abuse of power ก็เลยถูกคนอื่น abuse of power ไล่ไป และมันก็กลายเป็นสองมาตรฐาน(ไร้มาตรฐาน)ต่อเนื่องมาตั้งแต่สิ้นสมัยสฤษดิ์ที่มีมาตรฐานเดียว(คือใครขัดคำสั่ง เจอม.17 ยิงเป้าตาย....)
ชนชั้นกลางคงหมดไป เป็นคนจนกับคนรวยตามหนังสือบางเล่มมั้ง ถ้าคิดแบบนี้? ? ?

#1 By Shuu Exteen on 2009-04-27 01:33