จากข้อมูลดิบจำนวนมหาศาลบนโลก อะไรคือความจริง?
เรารู้ได้อย่างไรว่า คนๆนั้นไม่ได้พูดโกหก? เรารู้ได้อย่างไรว่า ฟอร์เวิร์ดเมล์นั้นเป็นความจริง?

ทอฟเลอร์บอกว่า คนทั่วๆไปใช้เกณฑ์ หกข้อต่อไปนี้ ในการตัดสินความจริง

1. มติข้างมาก(Consensus)
เอาล่ะ ถ้าทุกคนคิดว่า มันถูก มันก็ควรจะถูก เกณฑ์ง่ายๆ ที่ทอฟเลอร์เย้ยหยันว่า เป็นสปิริตแบบตัวเล็มมิ่ง(คือเดินตามๆกันไปตกเหว) ที่คนทั่วๆไปทำกันเต็มไปหมด
ข้อดี? คุณไม่ดูเป็นตัวหน้าโง่เวลาผิด ก็ในเมื่อทุกคนผิดเหมือนกัน ก็ไม่มีใครว่าอะไรใครได้ เราเห็นนักลงทุนแห่ซื้อหุ้นราคาสูงเพราะใครๆก็ซื้อกันทั้งนั้นแหละ แล้วเวลามันตกก็...(ตายหมู่) เราเห็นธุรกิจการเงินแห่กันออกซัพไพรม์ เพราะ "ใครๆเขาก็ทำกัน" แล้วดูสิ ว่าทุกวันนี้มันเป็นยังไง

2. สอดคล้อง(Consistency)
ถ้าหลักฐานชิ้นหนึ่งมันเข้ากันได้กับอีกชิ้นหนึ่ง มันก็น่าจะเป็นความจริง แต่ถ้ามันขัดแย้งกัน ก็น่าจะมีจุดผิด นี่เป็นกระบวนการปกติของการตรวจสอบบัญชี และ ระบบศาลทีเดียว
แน่นอน ความผิดพลาดอาจมีได้ เพราะถ้ามันผิดทั้งกระบิ เราก็จะหาจุดผิดไม่เจอ

3. ผู้นำทางความคิด(Authority)
ตัวอย่างคลาสสิคคือ ศาสนา ในยุคกลาง,สันตะปาปา ถูกเสมอสำหรับชาวคริสต์ อิสลามคนไหนจะกล้าเถียงอิหม่าม? แล้วเราก็เห็นความผิดพลาดของบุคคลเหล่านั้นในประวัติศาสตร์แบบมหาศาล
วันนี้? เยอะแยะไปหมด ใครกล้าเถียง แจ็ค เวลล์ หรือ วอเรนต์ บัฟเฟตในโลกธุรกิจ?
ทั้ง ดร. โกร่ง ,สนธิ , ทักษิณ, อ. นิธิ ต่างมีคนฟังของตัวเอง แบบเหนียวแน่นด้วย
ถ้าเขาถูก เราก็ถูก ถ้าเขาผิด เราก็ผิดด้วย เพราะเราเดินตามเขานี่

4. ประสบการณ์ทางวิญญาณ(Revelation)
เอาล่ะ ผมคงพูดอะไรไม่ได้มากกว่า "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" อ่านเรื่องของหมอแมว เพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้น

5. ความยั่งยืน(Durability)
ถ้ามันเคยถูก วันนี้มันก็ต้องถูก เคยเถียงผู้ใหญ่ที่บอกว่า "สมัยก่อนเขาก็ทำกันแบบนี้" หรือเปล่า?
นั่นล่ะ เขาใช้เกณฑ์ข้อนี้อยู่

6. วิทยาศาสตร์(Science)
เกณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันน้อยที่สุด มีผลกระทบต่อความมั่งคั่งสูงสุด และใกล้เคียงต่อการสูญพันธ์มากที่สุด 
หลักการทางวิทยาศาสตร์ตั้งอยู่บนคำว่า ต้องผิดพลาดได้(Falsifiable) นั่นคือทุกสมมติฐานต้องทดสอบได้ว่าถูกหรือผิด โยนทิ้งได้ 
ไม่มีอะไรเป็นความจริงสัมบูรณ์ในทัศนะของวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของความจริง ที่อาจมีการค้นพบใหม่ ล้มทิ้งได้ทุกเมื่อ
คุณสมบัติข้อนี้นำมาซึ่งเอกลักษณ์ในบรรดาตัวกรองทั้งหมด นั่นคือ
1. วิทยาศาสตร์ ต่อต้านความคลั่งทุกรูปแบบ คุณไม่เจอนักวิทยาศาสตร์ยืนยันหัวชนฝาว่าทฤษฏีของเขาถูกหากการทดลองคัดค้านผลการทำนายทฤษฏีนั้นๆ เขาอาจเอาทฤษฏีกลับไปปรับปรุงใหม่ หรือขอให้ทดลองซ้ำอีกครั้ง แต่การโวยวายแบบหัวชนฝานั้นไม่มี
2. เป็นเกณฑ์เดียวที่ปรับปรุงตัวเอง(Self Correction) หากพบว่าผิด วิทยาศาสตร์ยอมรับความจริงใหม่ได้อย่างเต็มใจ หลายทฤษฏีในปัจจุบันล้วนผ่านการปรับปรุงมาหลายสิบหลายร้อยรอบแล้วทั้งสิ้น

โจเซฟ นีดแฮม นักประวัติศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งเดียวที่ทำให้ยุโรปที่ล้าหลังจีนมหาศาลในช่วงโบราณ กลับมาแซงหน้าได้ คือการค้นพบระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ หรือ วิธีการค้นหาความรู้ ที่ดีที่สุด ในศตวรรษที่ 16-17 

หลังจากนั้นหลายสิบปี วิทยาศาสตร์ค่อยๆ ทดแทนเกณฑ์อื่นๆ มันตรวจสอบคำอ้างมากมาย เชื่อมโยงศาสตร์ ต่างๆเข้าด้วยกัน และสร้างโลกในทุกวันนี้

แต่ตอนนี้วิทยาศาสตร์กำลังอยู่ในอันตราย!

edit @ 14 Mar 2009 13:17:40 by house

Comment

Comment:

Tweet

ตอนต่อไป หนังเรื่องนี้เข้าโรงนาน open-mounthed smile

#4 By ตุ้มเป๊ะ on 2009-03-14 19:52

อารมณ์ค้าง เหมือนดูหนังแล้วโดนตัดจบกลางคัน sad smile

#3 By Detonator on 2009-03-14 18:39

โอ๊ะ เราต่อต้าน zealot ทุกรูปแบบเพราะอย่างนี้นี่เอง sad smile

#2 By mk (124.121.98.114) on 2009-03-14 18:22

วิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ตัวกรองความจริงที่ดีที่สุด
แต่ก็เป็นตัวกรองที่ยอมรับข้อบกพร่องในตัวเองมากที่สุด

เรียนวิทยาศาสตร์มาถึงบัดนี้ ปกติผมจะใช้
สอดคล้อง(Consistency)
วิทยาศาสตร์(Science)

แล้วยิ่งเรียนมากรู้มาก เวลาผ่านไปนานๆ ก็ยิ่ง "ไม่เชื่อ ไม่ศรัทธา" หนักข้อเข้าทุกทีsad smile

#1 By Eddalion on 2009-03-14 17:46