ว่างๆ หาโจทย์บ้าๆมาคิดกันดีกว่าครับ

 ทำไมกฏหมายห้ามซื้อเสียง?

ลองนึกดูนะ สิทธิในการเลือกตั้ง เป็นของผม ถูกปะ? ดังนั้น ผมจึงมีสิทธิเลือกใครก็ได้ ที่ผมพอใจ

 แล้วผมก็พอใจคนที่ให้เงินเยอะสุด - ทำไมกลายเป็นผมทำผิดกฏหมาย(ฟะ)

 

 ลองมาดูการเปรียบเทียบระหว่าง ซื้อเสียง กับนโยบายดู

 

  ซื้อเสียง นโยบาย
สัญญาว่าจะให้ เงิน อะไรซักอย่าง
เป็น รูปธรรม นามธรรม
ความชัวร์ ได้แหงๆ ไม่แน่-โดนหักหลังได้
ระยะเวลา สั้น ยาว
ที่มาของเงิน นักการเมือง ภาษี
คนได้อำนาจ นักการเมือง นักการเมือง
โกง ใช่ ใช่
ถูกกฏหมาย ไม่ใช่ ใช่

 

สัญญาว่าจะให้เหมือนกัน แถมอันนึงได้ชัวร์ๆกว่าด้วย แถมจากประวัติที่ผ่านมา เราก็เห็นว่าลงท้ายมันก็โกงกันอยู่ดี แล้วทำไมซื้อเสียงผิดกฏหมาย?

 ผิดหรือที่ผมอยากได้เงินมากกว่านโยบายหรูๆที่ทำไม่ได้จริง

ผิดหรือที่ผมอยากได้ผลประโยชน์เฉพาะหน้า มากกว่า

ทำไมกฏหมายห้ามซื้อเสียง?

 

ปล. ผมมีคำตอบข้อนี้ในใจแล้ว(อาจไม่ถูกก็ได้นะ)  แต่อยากได้ความเห็นคนอื่นๆ

 

edit @ 21 Nov 2008 13:13:38 by house

Comment

Comment:

Tweet

โอ้ ขอบคุณครับ

ไม่น่าเชื่อว่าเฮียมาร์คเขียนนะเนี่ย เพราะมันช่างขัดกับการกระทำของพรรคตัวเองอย่างสิ้นเชิง

ค่อยรู้สึกว่ามีน้ำยาขึ้นมาบ้าง นี่แปลว่าเรื่องที่หลุดๆงี่เง่าที่ผ่านมาเป็นละครตามบทที่ในพรรคเขียนให้ซะละมั้งนี่???

...เป็นหุ่นเชิดนี่ก็ดูน่าเศร้าแฮะ
ความเห็นดีๆทั้งนั้น

คุณไทน่า ลองอ่านนี่ครับ http://www.fringer.org/?p=211 อย่าว่าแต่เราๆเลย นักการเมืองก็ยอมรับว่า บีโลว์ เดอะไลน์ พวกนี้ ควรจะต้องถูกควบคุมด้วย การบล็อกเฉพาะเงินซื้อเสียงไม่พอ


#43 By house on 2008-11-25 17:22

ในความเป็นจริงแล้วการมีกฏหมายห้ามซื้อเสียงอาจจะเป็นตัวผูกขาดซะเองก็ได้

ผมหมายถึงว่า โดยปกติแล้ว นักการเมืองท้องถิ่น มักจะเป็นผู้มีอิทธิพลหรือเศรษฐีในพื้นที่นั้น

เมื่อเริ่มมีความคิดว่าอยากจะลงเล่นการเมือง ก็จะมีการใช้เงินตัวเอง ทำประโยชน์ให้ชาวบ้าน เช่นปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ พักหนี้ได้ ให้เช่าที่ดินถูกๆ หรือแม้แต่สร้างสาธารณประโยชน์ ช่วยงานบุญ ฯลฯ แล้วซักพักจึงลงเล่นการเมือง

คนที่ไม่มีเงินแต่แรก ก็ทำแบบนี้ไม่ได้แต่แรก และถึงแม้จะมีสปอนเซอณืให้เงินแบบสหรัฐ ก็เอาไปทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้ชาวบ้านไม่ได้เพราะผิดกฏหมายซื้อเสียง
ทั้งๆที่คนๆนั้นอาจจะมีความรู้ความสามารถในการบริหารชุมชน และบริสุทธิ์ใจมากกว่า แต่คนที่ทำมาก่อน มีเงินทำมาก่อน ก็ชนะอยู่ดี

หรือเปรียบง่ายๆก็อย่างเช่นพรรคเก่าแก่บางพรรค มีฐานเสียงมานานเพราะสร้างไอ้นั่นไอ้นี่ พัฒนาพื้นที่ของตัวเองให้เจริญ ก็มีฐานเสียงของพรรค ทั้งที่นโยบายไม่เอาไหน
มีพรรคใหม่จะเจาะฐานเสียง ก็ต้องใช้เงินทำบ้าง แต่ก็ผิดกฏหมายอีก ทั้งที่พรรคใหม่อาจจะมีความรู้ความสามารถมากกว่า แต่ก็ได้แต่วาดนโยบายเปล่าๆ แถมถ้าเอานโยบายไปพูดแล้ว อาจจะโดนขโมยไปว่า "ถ้าเลือกผม ผมก็ทำเหมือนกัน" พรรคใหม่ก็ไม่มีโอกาสได้เกิด เป็นอย่างนี้ตลอดมา
นั่นสิเนอะ

ทุกวันนี้มันก็คือ ๆ กันแล้วอ่ะ

#41 By JokeKo on 2008-11-25 01:03

เหมือนว่าลืมตอบคำถาม
เอาเป็นว่าผมคิดว่ากฎหมายห้ามซื้อเสียงเพื่อให้เกิดความยุติธรรมที่ไม่ว่าใครก็จะสามารถมีสิทธิ์เสนอตัวรับใช้บ้านเมืองได้ครับ ไม่อย่างนั้นใครเงินหนาก็จะได้ตำแหน่งไปแบบไม่ต้องลุ้น และมีโอกาสที่จะผูกขาดไปตลอดด้วย

#40 By Life Goes On on 2008-11-24 21:39

ถ้าจะมองว่าทุกๆคนที่เข้ามาก็โกงเหมือนกันหมดก็จะไม่มีพื้นที่เหลือให้คนดีเลย จะรับเงินหรือไม่รับก็โดนโกงทีหลังอยู่ดี ความคิดที่แสดงไว้ตามตารางข้างบนก็ดูจะสมเหตุสมผล แต่ถ้าคิดในแง่ดีว่ามีคนดีๆเป็นตัวเลือกด้วย การรับเงินคนโกงแล้วเลือกเพราะเห็นประโยชน์เฉพาะหน้าก็จะเป็นการปิดโอกาสคนดีไปเสียหมด จะไม่มีทางเห็นคนดีโผล่เข้าไปทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของบ้านเมืองเลย ถึงแม้โอกาสจะน้อย แต่ให้มีโอกาสเหลือไว้ให้คนดีบ้างก็ยังดีกว่าไม่มีเสียเลยนะครับ
ในความเป็นจริงแล้ว เราอาจไม่รู้เลยว่าใครดีไม่ดี แต่คนที่เลือกที่จะโกงตั้งแต่แรกแล้วคงจะหาดียาก ดังนั้นผมไม่เลือกคนซื้อเสียงครับdouble wink

#39 By Life Goes On on 2008-11-24 21:30

ถ้านักการเมืองเอาเงินตัวเองซื้อ ก็ต้องโกงคืนอย่างน้อยเท่าที่จ่ายไป
แต่ถ้าไม่ซื้อ การโกงจะไม่มีขั้นต่ำ
เช่น งบประมาณ 100 บาท ถ้านักการเมืองใช้เงินซื้อเสียง 50 บาท
แล้วก่ะว่าตัวเองได้กำไรสัก 30 บาท จะเหลืองบพัฒนาบ้านเมือง 20 บาท
แต่ถ้าใช้เงินซื้อเสียงไม่ได้ ก็จเหลืองบ 70 บาท

ตรงนี้เรามองว่ากฏหมายออกมาเพื่อส่วนรวม เพื่อให้เงินส่วนรวมเหลือมากกว่านะ
ถ้าไม่มีตรงนี้ 50 บาทตรงนั้นจะถูกกระจายกลับไปยังประชาชน

เรามองว่ากฎหมายออกมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม

#38 By kaze on 2008-11-22 02:38

ผมว่านะ ประเด็นก็คือ คนที่ขายเสียงนั้นเขายังไม่เข้าใจว่า 1 เสียงของเขานั้นมีค่าขนาดไหนมากกว่านะ

พนักงานร้านอาหารผมรายได้ 6000 บาทต่อเดือน เวลามีการซื้อเสียงให้หัวละ 2500 เขาก็ยอมลางานกลับไปกาให้เลยทีเดียว

พื้นฐานก็คือ
1.เขาไม่รู้ว่าการกระทำแบบนี้มันส่งผลเสียหายอย่างไร กับแค่เสียงๆเดียว
2.เขาคิดว่าใครๆก็โกงทั้งนั้น เขาเลือกคนโกงที่ให้เงินเขาไม่ดีกว่าหรือ
3.เขาเอาเงินมาให้ ต้องตอบแทน

ผมก็มองว่านโยบายประชานิยม หรือซื้อเสียงก็ไม่ต่างกัน แต่ทว่าการซื้อเสียงมันเป็นรูปธรรมจับต้องได้ วัดค่าได้ และบ่อนทำลายประชาธิปไตย(ในอุดมคติ)โดยตรง ก็เลยต้องรณรงค์ป้องกัน ให้เป็นค่านิยมมากกว่าครับ เหตุผลก็คือต้องการลดค่านิยม 3 ข้อข้างบนลง (จริงๆต้องแก้ที่การศึกษา ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่า)

ก็ถือซะว่า เป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งว่าเราต้องการดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้องดีงามก็แล้วกันครับ

ปล.คล้ายๆกับห้ามสูบบุหรี่ แต่ไม่เลิกโรงยาสูบ ทั้งๆที่รู้ว่าบุหรี่นั้นมันไม่ดี แต่จะให้ปล่อยเลยตามเลยไม่มีข้อห้ามอะไรเลยมันก็ดูไม่ค่อยจะดีนักใช่ไหมครับsad smile

#37 By tamanxzg on 2008-11-22 02:10

เราคิดว่าจริงๆ มันมีอีกสิ่งที่มองไม่เห็นคือ "ความเป็นคนดี" ซึ่งหมายถึงความรู้สึกที่ว่าเราต้องทำตามแนวคิดว่า "คนดี" ทำเพื่อให้รู้สึกดี หรือคนอื่นมองเราว่าดี

เรามีสิทธิ์ที่จะแลก "เสียง" กับสิ่งที่เราคิดว่าคุ้มที่สุด สำหรับคนจนอาจจะคิดว่าผลประโยชน์เฉพาะหน้านั้นคุ้มที่สุด แต่สำหรับชนชั้นกลางที่พอมีกินอยู่แล้วอาจจะเห็นความ "ความเป็นคนดี" สำคัญกว่า

หากถอนกฎหมายข้อนี้ออกไป การขายเสียงจะไม่ขัดกับ "การเป็นคนดี"

แฮ๊ะงงๆ แฮะ

#36 By หย่งเล่อ on 2008-11-22 01:38

เท่าที่อ่านๆ ดู ผมออกจะ convinced กับเรื่อง ความเป็นธรรมในการแข่งขันจาก #8 มากสุดครับ (ตัดอคติว่าด้วยฐานะทางเศรษฐกิจของผู้สมัคร) เพราะใช้ภาษีซื้อ (นโยบาย) จะจนหรือรวยก็ซื้อได้เท่ากัน แต่ใช้เงินส่วนตัวซื้อ คนไม่มีเสียเปรียบครับ (ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า คนใช้เงินมากมีโอกาสได้รับเลือกมาก)

อีกเรื่องนึงก็อาจจะเป็นว่า จริงๆ แล้ว ถ้านักการเมืองซื้อเสียงไม่ได้ abuse power แล้ว การซื้อเสียงอาจไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่เราไม่เชื่อว่า คนที่ยอมลงทุนจ่ายเงินเพื่อเข้าไปในตำแหน่ง จะไม่ต้องการหาทุนคืนโดยการ abuse power (แต่ข้อนี้ ก็เอาไปจับกับการใข้งบประมาณหาเสียงได้เหมือนกัน)

#35 By chayanin (124.121.116.14) on 2008-11-22 00:27

กลับมาอ่านความเห็นอื่นๆ อีกรอบ ชักอยากอ่าน hide แฮะsad smile

#34 By