เนื่องจากวิชานี้ จุฬาไม่สอน เมื่ออยากรู้ก็ทำได้แค่อ่านเอง กับอีกทางคือไปแจมชั้นเรียนชาวบ้าน 

พอดีงานนี้ คุณสฤณี สอนที่ธรรมศาสตร์ แล้วทำคอร์สเรียนออนไลน์ขึ้น learner ด้วย ก็ได้โอกาสดีปวารณาตัวเป็นลูกศิษย์ปั่นการบ้านลงบล็อกนี่แหละ จะพยายามหาเวลาปั่นการบ้านตามไปเรื่อยๆจนจบคอร์ส 

การบ้าน: อภิปรายแนวคิดของ มิลตัน ฟรีดแมน, ที. เจ. ร็อดเจอร์ส และ จอห์น แมคคีย์ เอกสารประกอบโหลดได้ที่นี่

หลังจากอ่านจบ(หลายรอบ) ต้องบอกว่าโจทย์ยากเอาเรื่อง สิ่งที่ทั้งสามคนพูดนั้นน่าสนใจ และมีแง่ให้ขบคิด(ยกเว้นตอนท้ายของร็อดเจอร์ส กับ แมคคีย์ ไร้สาระ!)

มิลตัน ฟรีดแมนกล่าวว่า บริษัทมีหน้าที่ประการเดียวคือหากำไรสูงสุดให้ผู้ถือหุ้น หน้าที่ของบริษัทไม่ใช่การกุศล  ในขณะที่แมคคีย์ ไม่เห็นด้วย แม็คคีย์เห็นว่าธุรกิจควรมีความรับผิดชอบต่อสังคม เหมือนที่บริษัทของเขาสละกำไร 5% เพื่อการกุศล
 ร็อดเจอร์ส แย้งว่า ถ้าธุรกิจบ้าการกุศลมากไปจนเจ๊ง มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย หน้าที่การหากำไรเป็นของบริษัท ส่วนการทำกุศล ควรเป็นเรื่องของผู้ถือหุ้น(คือปันผลไปให้แล้ว ก็ไปบริจาคเอาเอง) ในขณะที่ฟรีดแมน กล่าวว่า ก็การสละกำไร 5% ก็เป็นเหมือนมาร์เก็ตติ้งรูปแบบหนึ่งเท่านั้น ลงท้ายบริษัทก็ประสงค์กำไรสูงสุดอยู่ดี

หลังจากอ่านซ้ำๆ ผมได้ข้อสรุป(ที่น่าจะคล้ายฟรีดแมน) ดังต่อไปนี้
1. ผมเห็นด้วยกับ ที. เจ. ร็อดเจอร์ส ว่าธุรกิจที่ล้มเหลว ช่วยเหลือใครไม่ได้ ดังนั้นการมุ่งการกุศลอย่างเกินพอดี ไม่ใช่คำตอบที่สมควร อย่างไรก็ตาม เราเห็นตัวอย่างจาก วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ว่า self-interest ที่เกินพอดี มักจะทำให้บริษัทสายตาสั้น และนำไปสู่ความล่มจมของระบบโดยรวม

นอกจากนี้ การกุศลหลายๆเรื่อง บุคคลธรรมดาไม่สามารถผลักดันได้เลย เว้นแต่จะผลักดันผ่านองค์กร บุคคลธรรมดา ยับยั้งไอเสียจากโรงงานไม่ได้ ยับยั้งการใช้แรงงานเด็ก หรือการจ่ายค่าแรงขั้นต่ำก็ไม่ได้ เรื่องเหล่านี้องค์กรทำได้ง่ายกว่ามาก ดังนั้นการที่องค์กร จะลอยตัวออกไปจากโจทย์ที่เห็นตำตาเหล่านี้จึงออกจะง่ายไปหน่อย

2. ผมทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ต่อ จอร์น แมคคีย์ 
แมคคีย์ เชื่อว่า“ผู้ประกอบการมีสิทธิและความ รับผิดชอบที่จะกำหนดจุดประสงค์ของบริษัท” เอาล่ะ ผมเห็นด้วยในแง่ที่ว่าถ้าผู้ประกอบการกับผู้ลงทุนเริ่มต้น โอเค กับโครงการการกุศล ในฐานะนักลงทุน ผมก็ไม่ควรจะบ่น ถ้าผมไม่ชอบ ผมไม่ต้องซื้อหุ้นซะก็จบ อันนี้แฟร์ และเข้าใจง่าย
 
แต่ถ้าไม่ใช่ผู้ประกอบการ แต่เปลี่ยนเป็นผู้บริหาร ผมขอคัดค้าน 
 
ผมเชื่อว่าในกรณีของการกุศล ที่ไม่มีผลประโยชน์ทางการเงินใดๆ(ทั้งโดยตรง และโดยอ้อม)โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าโครงการสร้างภาระให้แก่องค์กรอย่างมีนัยสำคัญแล้ว ผู้บริหาร ไม่ควรมีสิทธิตัดสินใจ เว้นแต่โครงการนั้น ผ่านการเห็นชอบจากผู้ถือหุ้น
 
เหตุผลของผมก็เป็นเหตุผลเดียวกับที่ ร็อดเจอร์ส ค้านนั่นแหละ "ว่าหน้าที่ไม่ใช่" ในฐานะนักลงทุนรายย่อย ผมไม่ชอบเซอร์ไพรต์ ว่าเงินปันผลผมลดไป 20% เพราะ CEO เกิดจะรักเด็กขึ้นมากระทันหันในไตรมาสล่าสุด แต่จะดีใจกว่ามาก หากได้รับคำตอบว่า เงินที่หายไปเกิดขึ้นเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ และทำให้ลูกค้าพึงพอใจ
 
และนี่ทำให้ความเห็นของผม ลงไปคล้ายกับมิลตัล ฟรีดแมน
 
3. จากสองข้อด้านบน ผมเชื่อว่า โครงการกุศลอย่างยั่งยืน จะอยู่ได้จริง คนทำมันเองต้องเลี้ยงตัวได้ กรามีนแบงค์ ปล่อยกู้เพื่อคนจน จะไม่มีประโยชน์เลย ถ้าลงท้ายแล้วตัวมันเองล้ม
ดังนั้นผมเชื่อว่า ธุรกิจ ควรมีความรับผิดชอบต่อภาคสังคม ภายใต้ขอบเขตที่ตัวเองควบคุมและสร้างกำไรได้ นอกจากนี้ หากพันธกิจของบริษัท ขัดแย้งกับสิ่งที่บริษัทรณรงค์ มันก็จะเป็นเพียงมาร์เก็ตติ้ง ที่ไม่ได้มีค่าใดๆเลยในการพัฒนาสังคม(ลองนึกถึงบริษัทเหล้า รณรงค์ลดเหล้า : เชื่อหรือว่าเขาไม่อยากขายเหล้า?)
 
 สิ่งที่บริษัทควรทำ จึงน่าจะเป็นการพัฒนาโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมมากกว่า เช่นทำธุรกิจโรงเรียน หรือ ธุรกิจพลังงานทดแทน อย่างไรก็ตามในแง่นี้ผมตอบไม่ได้เหมือนกัน ว่าจะทำยังไงสำหรับธุรกิจด้านมืดที่อยากทำเพื่อสังคม(ยกเว้นเจ๊งๆไปซะ แล้วก็สร้างปัญหาคนว่างงานให้รัฐมาตามเช็ด)
 
ในอีกแง่หนึ่ง ธุรกิจทำได้ โดยการดูแลคนและชุมชนของตัวเองให้ดีที่สุด ถ้าภาครัฐกำกับดูแลดีพอ ข้อนี้น่าจะไม่เป็นปัญหา เพราะการโดนม็อบประท้วงไม่ใช่เรื่องสนุกสำหรับบริษัท เรื่องเงินชดเชยก็เหมือนกัน ตรงนี้นอกจากบริษัทจะทำตัวไม่ดีแล้ว ภาครัฐคงต้องรับผิดชอบไปด้วยอีกครึ่งหนึ่ง
 
ก็ขอจบการบ้าน(ย้าก ยาก) ครั้งแรกไว้แค่นี้
 
 ปล.
ไม่อยากเรียกว่า แท็ก แต่อยากเชิญเพื่อนๆมาแจมด้วยว่าธุรกิจควรรับผิดชอบต่อสังคมแค่ไหน และอย่างไร ใครสนใจก็ตอบเลยครับ

 คุยเรื่องพวกนี้หลายๆคนมันสนุกกว่า
 

edit @ 17 Nov 2008 17:13:06 by house

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณมากครับ สำหรับข้อมูลdouble wink

#7 By โปรแกรมบัญชี (58.9.226.108) on 2009-01-10 20:53

ส่งการบ้านด้วยละกัน
http://tamanxzg.exteen.com/20081117/entry

เป็นวิชาที่เราสนใจมากเลยทีเดียว thank มากที่มาชวนcry

#6 By tamanxzg on 2008-11-18 00:56

#1 คำถามนี้ถามในแง่ว่าควรหรือไม่ และในระดับไหนครับ ดังนั้นแม้ว่าปัจจุบันไม่ทำ แต่ตอบว่าควร ก็ยังได้ หรือปัจจุบันทำแล้ว จะตอบว่าไม่ควรก็ได้เหมือนกัน

#2 อันนี้เวิร์คครับ น่าเสนอเบียร์ช้างdouble wink
#3 งั้นก็ไปเขียนบล็อกตอบซิื มาเล่นด้วยกันหน่อย(เอ๊ะ หรือว่าปีหน้าจะหนีไปสมัครธรรมศาสตร์embarrassed )

#4 By house on 2008-11-17 20:48

คอร์สที่ธรรมศาสตร์หรือครับ น่าสนเนอะ

#3 By Shuu Exteen on 2008-11-17 20:18

ถ้าเป็นบริษัทเหล้า ควรลงทุนในการวิจัยเพื่อรักษาพิษสุราเรื้อรังและตับแข็ง รวมถึงยาต้านแอลกอฮอล์ สิครับ

วิจัยเสร็จ ก็ส่งเสริมให้คนกินเหล้าได้มากขึ้น คนที่หายจากพิษสุราเรื้อรังก็ได้กลับมากินต่อ
อ่านมาน่าสนใจครับ

แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับผิดชอบอะไรอยู่แล้วหนิครับ

นอกจากทำกำไรเป็นหลัก(เท่าที่ผมรู้เห็นนะ)