Positive Thinking

posted on 13 Oct 2008 09:29 by house in Other
ตั้งแต่ผมโพสฉลองผลประกอบการ New Record ไป ต่อมาอีกแค่ 3 วันมันก็ New Record อีกรอบแล้วครับ

เช้าวันเสาร์ เพื่อนที่ทำงานเป็นโบรกเกอร์ โทรด่วนมาเลย
"house คุณไปโพสต์อะไร หุ้นตกจนบ้าไปเลยเหรอ"

ก็ดีใจที่มีคนเป็นห่วง แหม่ แต่เริ่มด้วยคำว่าบ้า นี่คงไม่ใช่ละ ยังกินดี อยู่ดีครับพี่

วันอาทิตย์ เพื่อนอีกคนก็โทรมา
"คุณเป็นไงบ้าง นี่กำไรของผมตั้งแต่ลงทุนมา 7 ปีหายไปหมดแล้ว เข้าเนื้อไปอีกนิดหน่อยด้วย"
ก็สงสารเค้านะ แต่สถานการณ์ผมดีกว่าเยอะ
ของผม กำไรหายไปแค่ 5 ปีเอง(เพราะลงทุนมาแค่ 5 ปี) หายเข้าเนื้อไปนิดหน่อยเหมือนกัน
ผมขาดทุนน้อยกว่าตั้ง 2 ปีแน่ะ(เอ้า เฮ)

หลังจากไปร้อนอยู่ในห้องสินธร กับเขาด้วยอยู่ครึ่งวัน ผมถอยออกมาแล้วก็เห็นอะไรที่เดิมทีไม่เห็น(อคติมันบังตา) แล้วก็พบว่านี่เป็นบทเรียนที่ดีทีเดียว

- เบนจามิน แกรห์ม บิดาแห่งนักลงทุนเน้นคุณค่า และ อาจารย์ของวอร์เรน บัฟเฟต เขียนกระบวนการลงทุนอย่างรัดกุมไว้ใน "The Intelligent Investor" ผมอ่านผ่านๆ แม้จะตื่นตะลึงในภูมิปัญญาอันใหญ่หลวง แต่ก็ไม่ได้ให้ความเชื่อถือกับคำเตือนกรณีวิกฤติเศรษฐกิจมากนัก คิดเอาว่า มันจะเลวร้ายได้ขนาดไหนเชียว จัดพอร์ตระวังแบบนั้นจะไปทันกินอะไร
ตอนนี้ หัวเราะทั้งน้ำตาครับ เออ! เรามันโง่ เขาเตือนแล้วเราไม่ฟังเอง ในที่สุดผมก็ได้บทเรียนล้ำค่าของคำว่า "Margin Of Safety" ที่แกรห์ม และ บัฟเฟต พร่ำสอนหนักหนา

-อย่างไรก็ตาม ในโชคร้ายก็ยังมีโชคดี ปีนี้ผมเรียนโท เลยจัดสรรเงินตามแนวทางจัดสรรสินทรัพย์อย่างเคร่งครัด คือเงินที่มีภาระผูกพันในระยะห้าปี จะไม่ลงทุนในตลาดหุ้น ทำให้ตอนนี้ ผมมีค่าเทอม เรียนจนจบโท ในรูปของเงินฝากธนาคาร และกองทุนตราสารพันธบัตรรัฐบาล
อย่างน้อยก็เรียนจบละวะ!

-การที่ตลาดหุ้นลดลงครั้งนี้ เป็นการตบหน้าความหลงระเริงฉาดใหญ่ ผมโดนย้ำอีกครั้งว่า หุ้นที่จะถือได้อย่างสงบ(คนถือไม่บ้าไปซะก่อน) ต้องเป็นหุ้นที่ค้นเอง ทำการบ้านเองเท่านั้น เราจะไม่มีความสงบเลยกับหุ้นตามแห่  เพราะรู้ไม่จริง นอกจากนั้นยังย้ำอีกว่า ความรู้เท่าที่มีนั้นไม่เพียงพอต่อการประเมินบริษัทในภาวะวิกฤติ
ตอนนี้ผมหาหนังสืออ่านเพิ่มครับ 

-สิ่งสำคัญที่ปกป้องการลงทุนคือคุณภาพของบริษัท แม้จะนอกลู่นอกทางไปบ้าง แต่หุ้นกว่า 70% ของผมแข็งแกร่งมาก เป็นผู้นำตลาดในเซคเมนต์ของตนเอง แม้จะขาดทุนอย่างหนัก แต่พอร์ตผมเสียหายน้อยกว่าตลาดราวครึ่งหนึ่ง ในขณะที่ขาขึ้น ขึ้นได้พอๆกัน ซ้ำยังจ่ายปันผลค่อนข้างมาก ก็พอใจชื้นได้ว่า "ฝีมือเลือกหุ้นก็พอใช้ได้นี่หว่า"

-ครั้งนี้เกิดขึ้นตอนอายุผมยังน้อย พอร์ตยังมีขนาดเล็ก ถึงความเสียหายคิดเป็นเปอร์เซนต์จะมาก แต่วงเงินที่เสียไปนั้น ทำงานเก็บเงินกลับมาได้ในไม่กี่ปี ประสบการณ์ครั้งนี้ล้ำค่ามาก ดีกว่าไปเกิดกับพอร์ตตอนช่วงใกล้ๆเกษียณเป็นไหนๆ

-ของมันหนีไม่พ้น มีลาภ ก็เสื่อมลาภ เป็นธรรมดาโลก
เซอร์ จอร์น เทมเปิลตัน เคยพูดไว้ว่า
"ตลาดหมีและความถดถอยทางธุรกิจจะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ  เพียงแต่คุณไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไร "
"ถ้าคุณได้เตรียมตัวและรู้อยู่เต็มอกว่าจะต้องเจอตลาดหมีและภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ  คุณไม่เพียงจะมองมันอย่างไร้กังวล 
แต่คุณจะถือมันเป็นโอกาสอีกด้วย"

เสียดายตังค์ไม่มีน่ะปู่เรื่องอื่นน่ะเฉยๆ

-มีตำนานว่า พระเจ้าโซโลมอน ได้ให้นักปราชญ์ หาวิธีที่ทำให้พระองค์อารมณ์ดีตลอดเวลา ไม่เห่อเหิมในยามทะนง และไม่ท้อถอยในยามแพ้พ่าย นักปราชญ์ประชุมกันอยู่นาน และได้ถวายแหวนวงหนึ่ง สลักถ้อยคำไว้ดังนี้
"And this, too, shall pass away."
จะเรื่องดีหรือร้าย แล้วมันก็จะผ่านไป จะทุกข์ร้อนไปไย แล้ววันรุ่งขึ้นก็จะมา
 
ปล. หนังสือกองเต็มบ้าน อ่านไม่ทัน ทำไงดีเนี่ย


edit @ 13 Oct 2008 10:47:03 by house

Comment

Comment:

Tweet

คิดบวกแบบพระพุทธเจ้าสิครับเจ๋งนะ

http://shuu.exteen.com/20080115/positive-thinking-2

เท่าที่อ่านมา.... = ='

เรื่องพวกนี้เลี่ยงยากครับ เห้อ

#3 By Shuu Exteen on 2008-10-16 01:03

ขายหมด ตั้งกะตอนต้นปีแล้ว ตอนนี้แค่มองหาโอกาส

#2 By Demigod on 2008-10-15 17:18

สู้ๆครับ วันนี้ตลาดเมกันเด้งขึ้นมาหน่อยแล้ว ก็ต้องดูว่าความพยายามหลายชาติจะช่วยปั๊มหัวใจระบบเศรษฐกิจได้ไหม

ผมก็เสียไปเยอะเหมือนกัน แต่ก็เป็นตัวถือไว้สบายๆไม่เครียดครับ

#1 By Repentant on 2008-10-15 09:29