Entry นี้เขียนยากเอาเรื่อง ผมเขียนๆลบๆ หลายรอบละ

คราวก่อนคงเห็นแล้วว่า ความเสี่ยงของธุรกิจข้าวนั้นสูงมาก การช่วยชาวนาอย่างยั่งยืนทางหนึ่งคือต้องลดความเสี่ยงของชาวนาลงให้ได้มากที่สุด ซึ่งนโยบายของรัฐบาลที่แล้วๆมานั้นไม่ใช่(ไอเดียท่อนนี้ นำของ ดร โกร่ง และ ดร อัมมาล มาเรียบเรียงใหม่ครับ)

ชาวนามีความผันผวนทั้งสองด้าน คือรายจ่าย และรายได้ ลองดูทีละด้านครับ

ด้านรายได้ รัฐบาลอ้างว่าใช้การประกันราคา เพื่อลดความเสี่ยง แต่นี่เป็นความจริงหรือเปล่า?

คำตอบคือไม่ใช่ ชาวนาทำนาวันนี้ ปีหน้ารัฐบาลจะประกันราคาหรือไม่ ที่ราคาเท่าไหร่ ชาวนาควบคุมไม่ได้โดยสิ้นเชิง ไม่สามารถวางแผนใดๆได้เลย และเงินที่ัรัฐบาลใช้ก็หมดไปเป็นปีๆเท่านั้น พอปีหน้าก็ต้องเริ่มใหม่

ที่สำคัญข้าวที่รัฐบาลซื้อออกไปก็ไม่ได้หายไปไหน วนเวียนอยู่ในสต็อกที่ไหนซักที่นั่นแหละ ลงท้่ายก็มีแค่สองทางเลือก คือขายออกมาทำให้ราคาข้าวตก หรือไม่รัฐก็ยอมขาดทุนไปอีกปี

ดร. โกร่ง เสนอให้เลิกการประกันราคาข้าวอย่างเด็ดขาด แล้วเอาเงินก้อนเดียวกันนี่แหละไปทำระบบชลประทาน และระบบขนส่งเพื่อลดต้นทุนให้ชาวนาแทน

แต่ ดร. อัมมาล ต่อยอดไอเดียนี้ไปอีกขั้นครับ

ดร. อัมมาลเสนอ ให้ ธกส เข้ามาสร้างตลาด ประกันราคาข้าวให้เกษตรกร เกษตรกรสามารถจ่ายเบี้ยประกันข้าวกับธกส ได้ เช่น 400 บาท สำหรับข้าวปีหน้าที่ีราคา 14,000 บาท ถ้าชาวนาขายข้าวให้คนอื่นได้สูงกว่า 14,000 ก็ขายไปเลย แต่ถ้าขายไม่ได้สามารถขายให้ ธกส ได้ในราคาประกัน

ราคาเบี้ยถูกแพง ก็ขึ้นกับราคาประกันที่ต้องการ หากต้องการประกันที่ 15,000 บาท ชาวนาก็ต้องจ่ายค่าเบี้ยมากขึ้น วิธีนี้ทำให้ชาวนารู้ล่วงหน้าว่า รายได้ขั้นต่ำของตัวเองจะเป็นเท่าไหร่

ทางด้าน ธกส ก็จะทำการโอนความเสี่ยง โดยการขายสัญญาซื้อล่วงหน้า ให้กับโรงสีและ นักเก็งกำไร ซึ่งจะเข้ามาเก็งกำไรราคาข้าวล่วงหน้าแทน

วิธีนี้เกิดขึ้นครั้งแรก ในศตวรรษที่ 17 ในญี่ปุ่นครับ(เราตามเค้า 300 ปีเอ๊ง)

ประเด็นถัดมา อาจจะฟังดูไม่ดี แต่ทำอย่างไรราคาข้าวจึงจะอยู่ในระดับสูง?

ข้าวที่ขายกันในตลาดโลกมีแค่ 7% ของราคาข้าวทั้งหมด ดังนั้นเรากำหนดราคาข้าวแทบไมไ้ด้  ถ้าเราขายแพง แค่จีนครึ้มเอาข้าวในสต็อกขายตัดหน้าซักล้านตันเราก็เจ๊งเละเทะแล้ว

การที่ประเทศอุตสาหกรรมมีเกษตรกรไม่มาก เพราะต้องการคุมปริมาณผลผลิต เชื่อกันว่า ญี่ปุ่นสามารถเพิ่มอัตราการผลิตข้าวได้เป็น 2 เท่าถ้าจำเป็น ปัจจุบัน รัฐบาลประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลกจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรเพื่อให้ทิ้งพื้นที่บางส่วนไว้เฉยๆ

เอาล่ะ ผมรู้ครับว่าเราไม่มีตังค์จ่าย แต่ผมเห็นว่าเราต้องลดการผลิตข้าวลงให้ได้อย่างน้อย 25% การที่ข้าวลดลงเหลือใกล้เคียงกับอัตราบริโภคในประเทศ มีเหลือส่งออกนิดหน่อย จะทำให้ราคาข้าวดีขึ้นมาก และความผันผวนของราคาข้าวลดลง

การยกหนี้เกษตรกรและการปล่อยกู้แบบไม่คิดของ ธกส จึงทำให้ แรงงานส่วนเกินไม่ออกจากภาคการผลิตข้าว ทำให้ซัพพลายส่วนเกินสูงมาก และราคาข้าวตกต่ำมาตลอด

เจ้าสัวก็คิดในทำนองเดียวกัน เพราะในทฤษฏีสองสูงก็บอกว่าชาวนาต้องเหลือแค่ 1.5% และลดพื้นที่เพาะปลูกเหลือครึ่งเดียว การที่ผลผลิตเพิ่มขึ้่นสองเท่า ในขณะที่เกษตรกรลดลงไปมากกว่านั้นมาก แม้จะเสียค่าโสหุ้ย ค่าเมล็ดพันธ์ ค่าเก็บเกี่ยว ค่าหัวคิวจาก ซีพี จิปาถะ รายได้สุทธิของ ชาวนา ก็ควรจะเ้พิ่มขึ้นอยู่ดี

เอิ๊ก ยาวมาก ยังไม่จบด้วยครับ

edit @ 7 Jun 2008 22:03:13 by house

Comment

Comment:

Tweet

#10open-mounthed smile

ไม่ต้องห่วงค่ะ
นี่เป็นความไม่รู้ของเราเอง

เพียงแต่คิดตามกลไกเท่าไหร่ ก็คิดไม่ออกสักที
คิดยังไงก็ทะแม่งทุกที

เข้าใจแล้วเรื่องโรงสี
//เป็นความผิดของหนัง ละครนะเนี้ยะ
ชอบทำให้เจ้าของโรงสีเป็นตัวร้ายอยู่เรื่อย อิอิ

โรงสี เอง ก็ถูกผู้ค้าคนกลางกด(ราคา) ได้ใช่มั้ยคะ?

ดูข่าวทีไร
ไม่เคยเสนอเบื้องลึกของกลไกราคาเลย
ได้แต่เสนอราคาที่ผู้บริโภคซื้อกัน
ซึ่งก็ไม่ใช่ราคาข้าวสารที่แท้จริงตามหน้าโรงสีอีก เง้อ
.
.
.
พอพูดถึงต้นทุน
ก็ดันไม่คำนึงถึงราคาข้าวเปลือก?

ลั่กลั่นน่าดู

ขอบคุณที่ให้ข้อมูลนะคะ
ต้องอ่านทวนอ่านซ้ำอีกหลายรอบๆ

#11 By wednesdaychild (124.120.199.78) on 2008-06-11 10:58

#6

โรงสีไม่ใช่ผู้กำหนดราคาข้าวสารครับ

คนกำหนดราคาข้าวสาร คือ พ่อค้าคนกลางที่ซื้อข้าวสารจากโรงสี
คนกำหนดราคาข้าวเปลือก คือ โรงสี, รัฐบาล (ประกันราคาข้าว)

เพราะฉะนั้นโรงสีจะซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา แล้วไปทำกำไรจากราคาข้าวสารได้เท่าไหร่ ก็ไม่ใช่ประเด็นหลักของโรงสี สิ่งเดียวที่โรงสีสนใจคือ รับซื้อข้าวเปลือกในราคาที่จะทำให้โรงสีไม่เจ๊ง
(เป็นวิธีคิดแบบเดียวกับเรื่อง ว่าด้วยราคาน้ำมัน:การตั้งราคา
http://house.exteen.com/20080521/entry)

นั่นหมายความว่า ถ้าราคาข้าวสารลง ข้าวเปลือกก็ต้องลงตาม
(ย้ำอีกทีว่า คนกำหนดราคาข้าวสารไม่ใช่โรงสี ดังนั้น ราคาข้าวสารที่ว่าจึงไม่ใช่ราคาที่ผู้บริโภคซื้อกินกัน แต่เป็นราคาข้าวสารในกลไกตลาดที่ผู้บริโภคมองไม่เห็น)

ว่าจะเขียนเรื่องนี้อยู่ กำลังสืบข้อมูล แต่ถ้าเขียนแล้วน่าเป็นห่วงสวัสดิภาพของตัวเองชอบกล sad smile

#10 By PaePae on 2008-06-09 17:12

#6 ผมอธิบายก่อนคนวงในมาขยายความละกัน

ราคาข้าวสารมันโดนกำหนดโดยตลาดโลก ดังนั้นราคาข้าวเปลือกจึง= ราคาข้าวสาร - กำไรของโรงสี

กลไกการตลาดที่ไม่สมบูรณ์ทำให้ชาวนาไม่รู้ว่า จริงๆแล้วเขาควรขายข้าวให้ใคร โรงสีไหน ที่ทำให้เขาได้ราคาดีที่สุด นอกจากนี้ตลาดโรงสี ก็ไม่ได้แข่งขันสมบูรณ์ ทำให้โรงสีแต่ละโรงฉวยโอกาสขึ้นราคาเอาตามใจได้

ราคาข้าวไม่ได้คิดจากต้นทุน+กำไรตามปกติ แต่คิดจาก ราคาขาย - กำไรของตัวกลาง ครับ

#9 By house on 2008-06-08 18:50

#6 paepae ตอบเรื่องโรงสีซิsad smile

การประกันราคาถ้าเจอเงินเฟ้อมากๆก็หงายเก๋งครับ แต่ปกติแล้วเงินเฟ้อมันก็ไม่เกิน 5% โอกาสจะเจอหนักๆแบบนั้นไม่มากนัก

การประกันราคาแบบนี้ เรียกว่า Option ไว้คราวหลังจะมาอธิบายกลไกให้ครับ

#8 By house on 2008-06-08 18:46

#1 สาเหตุหนึ่งคือการแทรกแซงราคาข้าวครับ
ราคากลางจะเกิดได้ ตลาดต้องเป็นอิสระ การที่รัฐประกาศจำนำข้าว แทรกแซงราคาเป็นช่วงๆ และระบบการขนส่งไม่สมบูรณ์ทำให้ราคากลางไม่เกิดขึ้น

#5 กรณีของญี่ปุ่นใช้วิธีควบคุมการนำเข้า ราคาข้าวข้างในบางครั้งสูงกว่าตลาดโลกถึง 7 เท่า

#7 By house on 2008-06-08 18:43

ลองถามคนที่เคยเป็น ชาวนามาก่อน
เค้าบอกว่า ราคาข้าวคิดจากราคาข้าวที่ผ่านการขัดสีแล้ว..
งงจิครับ

ก็เลยถามกลับว่า
แล้วราคาข้าวเปลือกล่ะ
ทำไมไม่เอามาคิดเป็นต้นทุนในการคิดราคาข้าวสาร
ในเมื่อโรงสีมันเอาข้าวเปลือกมาทำข้าวสารนะ

อดีตชาวนาบอกว่า
ก็โรงสีเค้าต้องบวกค่าน้ำมัน ค่าสี

งงครับงานนี้
หมายความว่า
โรงสีคิดต้นทุนไงเนี้ยะ?

รัฐบาลไม่ได้ดูราคาข้าวเปลือกเลยเหรอ?
งั้นชาวนาขายข้าวเปลือกได้ในราคาต่ำ
แต่โรงสีขายข้าวสารได้ราคาสูงกว่า
ด้วยอัตรากำไรที่ต่างกันลิบบบบบบบบบบบบบลับ

เพราะอัตรากำไรไม่ได้แปรผันตรงกัน

ยังไงกัน
งง
งี้ชาวนาก็ตายดิ

พอขอขึ้นราคาข้าวเปลือก
โรงสีก็อ้างต้นทุน
งง

งง

งง

กับระบบ

//ปล. การประกันราคาข้าวล่วงหน้า
ถ้าสมมติว่าประกันตอนนี้เพื่อปีหน้าสักหนึ่งเกวียนต่อหนึ่งหมื่น แต่พอปีหน้าเงินเฟ้อมากๆ จะทำยังไงค่ะ? เพราะราคาได้เท่ากับปีที่แล้ว?

//จะอ่านใหม่ ดีๆ อีกสักสามรอบ

#6 By WednesdayChild on 2008-06-08 17:18

เข้าใจว่ารัฐบาลไม่ได้จ่ายเงินชดเชยให้ทิ้งพื้นที่ไว้เฉย ๆ นะ แต่เป็นการจ่ายเงินเพื่อแลกเปลี่ยนกับการปลูกพืชชนิดอื่นแทน

#5 By PaePae on 2008-06-08 08:10

Hot! มารอตามต่อตอนหน้าครับ
ชอบไอเดียประกันราคาข้าวขั้นต่ำที่ให้ชาวนารู้รายได้ขั้นต่ำล่วงหน้า จะได้วางแผนการเงินถูกน่ะครับ

#3 By SkyKiD on 2008-06-07 23:28

จะตามต่อจนจบอ่ะ ไม่ยาวเท่าไหร่นะ สรุปได้กำลังดี เริ่มจะเข้าใจ cry

#2 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-06-07 23:10

ทำไมเขา ไม่มี ราคาข้าวแห่งชาติ

มาตรฐานเดียวไปเลย เหมือนน้ำมัน big smile

#1 By ทิว แอด ไฟน์ on 2008-06-07 22:23