มหัศจรรย์ แห่ง subprime
posted on 17 Dec 2007 22:10 by house in Value-Investorว่าจะเขียนเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว เพราะ hot มาตั้งแต่กลางปี แถมคนเข้าใจผิดๆเยอะมาก หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการนี่เขียนผิดไปแบบคนละเรื่องเลย(สะท้อนคุณภาพสื่อมวลชนไทย)
วิกฤต sub prime ที่เรียกๆกันนี้แท้จริงแล้วเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับตราสารหนี้ ชนิดพิเศษที่เรียกว่า CDO ที่ได้รับการหนุนหลังโดยลูกหนี้ที่มีคุณภาพด้อยกว่ามาตรฐาน(sub prime group)
ปัญหานี้เริ่มเพาะตัวตั้งแต่ปี 2004 เมื่ออัตราดอกเบี้ยในสหรัฐต่ำติดดิน และราคาบ้านในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว(เกินกว่า 15% ต่อปี) ผลจากการที่อสังหาริมทรัพย์ราคาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้คนสหรัฐ เร่งซื้อบ้าน ด้วยความกลัวว่าราคาจะปรับขึ้นไปอีก ต่อจากนั้นคนอีกกลุ่มหนึ่งก็เริ่มเข้าเก็งกำไรราคาบ้าน ข่าวว่าหลายๆคนกู้ซื้อบ้านทีละ 4-5 หลังเลยทีเดียว
ก ารที่ชาวสหรัฐ กู้ซื้อบ้านได้หลายหลัง ไม่ใช่เพราะเขามีเงินมาก แต่เป็นเพราะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำติดดิน และการมองโลกในแง่ดีอย่างไร้เหตุผลของแบงค์ ที่ทำกระทั่งปล่อยกู้โดยไม่จำเป็นต้องชำระเงินกู้ คือผู้กู้สามารถจ่ายเพียงดอกเบี้ย ไป 3-4 ปีก่อน แล้วค่อยจ่ายคืนเงินต้นก็ได้
แบงค์กล้าทำแบบนี้ด้วยเหตุผลคือ
1. ราคาบ้านอยู่ในช่วงสูงขึ้นแบบไม่หยุดยั้ง แบงค์เชื่อว่าหลักประกันคุ้มมูลหนี้
2. แบงค์ มีการทำประกันความเสี่ยง ผ่านทาง กระบวนทางทางการเงินอย่างซับซ้อน
ในข้อ 2 นี่เอง ที่ CDO เข้ามามีบทบาท
ในกระบวนการปกติแล้ว สมมุติแบงค์ปล่อยกู้ไป 1 ล้านบาท รายได้ของแบงค์ คือดอกเบี้ยที่จะได้รับไปเรื่อยๆ พร้อมกับเงินต้น จนกว่าผู้ซื้อจะผ่อนบ้านหมด ซึ่งโดยทั่วไปกว่าผู้กู้จะผ่อนเงินต้นคืนมา ก็จะใช้เวลาหลายปี อาจจะ 10-20 ปีทีเดียว
แบงค์ในสหรัฐ ใช้กระบวนการแปลงจำนองเป็นตราสาร โดยนำสิทธิที่จะได้รับดอกเบี้ยซื้อบ้านนี้ ไปขายให้แก่นักลงทุน เพื่อรับเงินสด กลับมา เพื่อปล่อยกู้ให้ลูกค้ารายใหม่
แน่นอนว่าในกรณีนี้ ความเสี่ยงของนักลงทุน ย่อมเท่ากับความเสี่ยงที่คนกู้ซื้อบ้านจะเบี้ยวหนี้นั่นเอง แน่นอนว่า เมื่อปล่อยกู้หละหลวมมาก คุณภาพของผู้กู้ย่ำแย่ ความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องแบกรับจึงสูงมากแบงค์ไม่สามารถขายตราสารที่เล่นแร่แปรธาตุนี้ได้ง่ายนัก
แบงค์จึงแปรธาตุมันอีกชั้นหนึ่งโดยเอา ตราสารหลายๆกองมาสุมรวมกัน แล้วแบ่งขายเป็นกลุ่ม สมมุติตราสารนี้จ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ย 8% แบงค์ก็จะแบ่งขาย 3 กลุ่ม สมมติเรียกว่า A,B, C
ให้ดอกเบี้ยไม่เท่ากัน เช่นกอง A ได้ดอกเบี้ย 3% B 5% C 10% โดยทำสัญญาว่า ถ้าลูกหนี้เบี้ยวหนี้ กองที่ได้รับดอกเบี้ยสูง จะเสียหายก่อน(คือหมดสิทธิรับดอกเบี้ย และเงินต้นคืนก่อน) เมื่อเป็นแบบนี้ จะเห็นได้ว่า กอง A ย่อมมีความปลอดภัยสูงขึ้น เพราะได้รับดอกเบี้ยและเงินต้นคืนเสมอ จนกว่า B และ C จะเจ๊งหมดก่อน
ตราสารประหลาดนี่แหละ ที่เรียกว่า CDO
เมื่อแบงค์แปรธาตุได้หนำใจแล้ว แบงค์ก็เอา CDO ไปเร่ขายนักลงทุนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญ เฮดฟันด์ หรือแม้กระทั่งธนาคารอื่นๆ(แบงค์ไทยก็ไปแจมกะเค้าด้วย)
อย่างที่บอกไปแล้วว่า แบงค์สหรัฐปล่อยกู้โดยมีระยะปลอดดอกเบี้ย 3 ปี ซึ่งมันครบกำหนดกลางปีที่ผ่านมาพอดี ผลจึงแดงออกมาว่า คนที่กู้ไปมันไม่มีปัญญาผ่อนต่อ!
พอคนกู้ไม่ผ่อน มันก็กลายเป็นหนี้เสีย แต่คราวนี้คนซวยไม่ใช่แบงค์แล้ว มันแปลงร่างไปหลายทอดมาก ความเสียหายก็ถ่ายทอดไปยัง CDO แต่จริงๆแล้ว CDO มีมูลค่าเท่าไหร่นั้น มันตรวจสอบไม่ได้ เพราะตัวมันเองอ้างอิงมาหลายซับหลายซ้อน การแบ่งกลุ่มและดอกเบี้ยก็ทำโดยโมเดลทางคณิตศาสตร์ จึงพบว่า ตัวเลขของการประมาณการณ์ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นนั้น มันผิดจากที่เกิดขึ้นจริงแบบฟ้ากับเหว
เมื่อความเสียหายแรงกว่าที่คาด จึงทำให้คนถือ CDO กลุ่ม A จำนวนมากขาดทุน ซึ่งทำให้เกิดความตื่นตระหนกขึ้น เพราะตราสารในกลุ่ม A นั้น ตามทฤษฏีแล้วต้องมีความเสี่ยงในการขาดทุนต่ำมาก เมื่อกลุ่ม A ขาดทุน ทำให้แวดวงการเงินพบว่า การประมาณการณ์ของ CDO ทั้งสิ้นไม่น่าเชื่อถือ ทำให้นักลงทุนหลายคนเมื่อต้องการถอนเงินคืน ก็ไม่สามารถไถ่ถอน CDO ได้ เพราะไม่มีธนาคารใดกล้ารับ
เฮดฟันด์หลายรายที่ลงทุน CDO ไว้มาก เมื่อขายไม่ได้ และกลายเป็นหลักทรัพย์ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย ซ้ำไม่มีใครเอา ก็ต้องจำใจประกาศล้มละลาย
เมื่อ CDO มีการถือครองโดยทั่วไป ทั้งแบงค์ กองทุนรวม กองทุนบำเหน็จบำนาญ และสถาบันการเงินทั่วโลก(เมอร์ริล ลินซ์ รายงานว่า ทั่วโลกถือ CDO รวมกัน ประมาณ หมื่นล้านดอลลาห์) ประเมินมูลค่าไม่ได้เพราะโมเดลที่ใช้ผูกมันขึ้นมาเจ๊งซะแล้ว ซ้ำยังเกิดจากการแปรธาตุต่อเนื่องจนหาต้นตอไม่เจอ ทำให้วิกฤตที่เกิดขึ้นนี้ไม่เคยมีในตำรา และธนาคารกลางสหรัฐ ไม่มีเครื่องมือกำกับดูแล ไม่สามารถเข้ามาจัดการได้ ทำได้เพียงการซื้อเวลา ผ่านนโยบายการเงินเท่านั้น
สินเชื่อซื้อบ้านของสหรัฐที่ประสบปัญหากลางปีที่ผ่านมานั้นเป็นเพียงล็อตแรก ที่ครบกำหนดชำระเงินต้นเท่านั้นกลางปีถัดไปก็จะมีอีกล็อต ผลกระทบต่อเศรษฐกิจปีหน้าเป็นอย่างไรสุดที่ผมจะหยั่งรู้
ที่แน่ๆ ไม่ราบลื่นแหงๆ
edit @ 17 Dec 2007 23:00:23 by house


มาอ่านที่นี่รอบเดียวเข้าใจทันทีเลย
เพราะ่ข่าวที่นำเสนอมันเข้าใจผิดนี่เอง
สามดาว ครับ รับไปเลย
#1 By พี่เก้า : เทวดาชุดขาว on 2007-12-17 23:02