จากข่าว รพ เอกชน 112 แห่งถอนตัวจากประกันสังคม ทำให้ผมมาคิดว่า ถึงเวลาหรือยังที่จะยกเครื่องหน่วยงานที่เอาเงินผมไปถลุงแบบไร้คุณค่า

จากรายงานประจำปี 49 กองทุนประกันสังคม มีรายได้ โดยประมาณ 12.5% ของรายได้ผู้ประกันตน(5% จากนายจ้าง 5% จากลูกจ้าง 2.5% จากรัฐบาล) ในจำนวนนี้ 35% ของรายได้ทั้งหมดใช้ในสวัสดิการ ด้านการรักษาพยาบาล/ทุพพลภาพและเสียชีวิต

มีผู้เอาประกันตนทั้งสิ้น 8 ล้าน 6 แสนคน รายได้ทั้งหมด 93000 ล้านบาท

หมายความว่ามีเบี้ยประกัน 3784 บาทต่อคน ต่อปี

ประกันสังคม ให้ค่าห้อง 700 บาทต่อวัน ค่ารักษาไม่เกิน 35000 บาทต่อเคส ถ้าตายได้ระหว่าง 42000 - 100000 แล้วแต่ระยะเวลาสมทบ และเงินเดือน ถ้าพิการได้ค่ารักษาเดือนละ 2000 กับ ค่าบำนาญอีกครึ่งหนึ่งของเงินเดือนตลอดชีวิต

ข้อจำกัดคือ เข้าได้เฉพาะ รพ ที่มีชื่อในบัตรเท่านั้น เป็นคนไข้ชั้นสอง และถ้าต้องทำเรื่องเบิกเิองก็อาจเบิกไม่ได้และช้ามากกว่าจะได้ิเงิน

ด้วยความอยากลองเลยไปค้นสมุดอัตราเบี้ยประกันชีวิตออกมา ผมพบว่าผมสามารถผสมแบบประกันชีวิตเข้าด้วยกันเพื่อสร้างสิทธิสูสีกันได้ในวงเงินแพงกว่าเล็กน้อย

แปลว่า วงเงินเท่ากัน ทำประกันชีวิตก็ไม่ได้อะไรมากกว่านัก แต่ทุกคนคงยอมรับว่าบริษัทประกันเสียค่าคอมมิชชั่นให้ตัวแทนเฉียดๆ 20% ของเบี้ยรับแต่ละปี แถมมาตรฐานประกันชีวิตดีกว่าเยอะ

ถ้าลองเอาบริษัทประกันมาทำแทน แปลว่า ผู้ประกันตนก็น่าจะได้สิทธิประโยชน์ทดแทนสูงขึ้นในอัตราใกล้ๆกันเหมือนกัน(ไม่ต้องจ่ายค่าคอมแล้วนี่) แถมหากมีหลายบริษัท เราอาจเห็นแข่งกันเพิ่มสิทธิประโยชน์ก็ได้

จะดีกว่ามั้ย ถ้าเรายอมเปิดเสรีให้บริษัทประกันเข้ามาทำ แล้วให้ผู้ประกันตนเลือกได้ว่า จะเลือกประกันตนกับบริษัทใด?

 

edit @ 9 Nov 2007 22:52:50 by house

edit @ 9 Nov 2007 22:53:47 by house

Comment

Comment:

Tweet

อันนี้เห็นด้วยครับ
ผมอยากให้เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ต้นด้วยซ้ำ

#10 By โก๋สิจ๊ะ on 2007-11-20 20:09

ประกันสังคมเป็นหน่วยงานที่ผมรังเกียจอันดับต้นๆของหน่วยงานราขการเลยครับ (จริงๆขึ้นชื่อว่าราชการก็รู้สึกรังเกียจเกือบทั้งนั้น)

จึงขอชื่นชมบทความนี้ นี่เป็นแนวทางที่สุดยอดมากเลย เป็นจริงได้ ต้นทุนต่ำ ถ้านักการเมืองเอาไปหาเสียง จะเลือกเลยนะเนี่ย!

เพราะการเปิดเสรี รัฐก็ยังตั้งกฎต่างๆได้อยู่ดี และจะมีประกันสังคมก็ได้อยู่ดี แต่เพ่ิมตัวเลือก (ที่ต้องรับผิดชอบได้เท่าประกันสังคม ในงบประมาณต่างๆ) ขึ้นมา

#9 By iMenn (58.8.93.207) on 2007-11-11 21:00

ถ้าเลือกได้ก็อยากมีสิทธิเลือกเองนะคะว่าจะประกันกับบริษัทไหนหรือไม่

ยาที่ได้จากประกันสังคมไม่ใช่ยาตัวเดียวกันกับถ้าเราจ่ายเงินเองหรือใช้จากประกันสุขภาพอื่นนะคะ

เสียใจ..

#8 By ongki on 2007-11-10 19:03

เข้ามาอ่านแล้วรู้สึกเห็นด้วยมาก ๆ เลยล่ะค่ะ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับชาวต่างจังหวัดอย่างเรา
ที่ไม่มีทางเลือกมากนัก
แหม ก็โรงพยาบาลเดียวที่มีให้เลือก
เป็นรพ.ประจำจังหวัดที่ห่วยสุดใจ
อย่าว่าแต่ผู้ป่วยในเคสประกันสังคมเลยคะ
ผู้ป่วยทั่วไปยังได้รับบริการแบบ ห่วยแตก

เฮ้อ sad smile

#7 By joy on 2007-11-10 16:15

ผมไม่ได้ต้องการให้ยุบประกันสังคม เพราะการประกันความเสี่ยงยังสำคัญมาก

ผมต้องการให้เกิดการแข่งขันในตลาดนี้ ลูกจ้าง นายจ้างยังต้องจ่าย 5% กับรัฐบาล 2.5% เหมือนเดิม แต่ผมต้องการสิทธิเลือก

ผมควรเลือกได้ว่า เงินก้อนนี้ของผม ใครจะเป็นผู้บริหาร และมอบสิทธิประโยชน์ ผมอาจจะอยากใช้ เมืองไทยประกันชีวิต หรือ เอไอเอ

ว่าอีกอย่าง ผมอยากได้การประกันสังคมโดยภาคเอกชน ในตลาดแข่งขันเสรี

#6 By house on 2007-11-10 15:17

ยุบไปแล้วคนที่เขาไม่มีความคุ้มครองอื่นล่ะ? การประกันสังคมก็เหมือนประกันภัยแหละ คือเป็นการเฉลี่ยความเสี่ยง อย่างเราเสียเข้าประกันสังคมสูงสุดที่จะหักได้ เงินนั้นก็เอาไปรักษาคนอื่น กับอีกหมื่นกว่าค่าประกันสุขภาพเข้าบริษัท ก็เอาไปรักษาคนอื่นและเหลือเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น เพราะเราแข็งแรงไม่เคยป่วย (ถ้ามีโรคประจำตัวค่าเบี้ยต้องทะลุฟ้า หรือบริษัทไม่ยอมรับประกันเหมือนญาติเรา) แต่แน่นอนว่าเอกชนบริหารดีกว่า เขี้ยวกว่า และอำนาจต่อรองมากกว่า ต่างกับในบางประเทศเช่นสหรัฐ ที่รัฐเป็นผู้เอาประกันที่มีอำนาจต่อรองสูงสุด คนที่ซวยทีุ่สุดคือคนที่ไม่มีประกันสุขภาพ เพราะเสียค่ารักษาพยาบาลสูงที่สุด ลองหาอ่านได้ในกูเกิล (keyword: healthcare crisis, America\'s uninsured)

สรุปต้องแก้ที่การจัดการนั่นแหละ

#5 By RAE (203.156.25.11) on 2007-11-10 15:11

#3
มันมี point น่ะสิครับ

ประกันสังคม บอกว่ารักษาหมด ในความเป็นจริง รพ ไม่ใช่เบิกได้หมดนะครับ มันได้เท่ากับที่ผมเขียนไปข้างบนนั่นแหละ แต่ให้ รพ ไปบีบงบเอา ว่าต้องรักษาให้หาย ซึ่งผมลองตัดต่อกรมธรรม์ ก็ได้แพงกว่าไม่มาก

วงเงินที่ได้ก็สูง ดังนั้นควรจะเกิดการประหยัดจากขนาด(Economy of scale) ในการบริหารจัดการ ต้นทุนควรจะต่ำกว่าเอกชนด้วยซ้ำ

ดังนั้นการที่ประกันสังคม ไม่เอากำไร/ไม่มีค่าใช้จ่ายตัวแทน แล้วมีปัญญาทำได้แค่นี้ มันจะเหลืออะไรอีก นอกจาก "ไม่มีคุณภาพ"

อยากให้ลองไปเปิดงบ ประกันสังคมครับ ปี 49 มีค่าใช้จ่าย 3000 ล้าน ผมถามว่าค่าอะไร ในเมื่อเงินเดือน รัฐบาลจ่าย ค่าบริหารกองทุนก็แยกไปต่างหากแล้ว(14 ล้าน)

นี่มันเงินผมนะ !! ใช้ชุ่ยๆยุบไปเลยดีกว่า

#4 By house on 2007-11-10 14:48

บ.ประกันจุดมุ่งหมายคือทำกำไรให้เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นมากที่สุด
กองทุนประกันสังคมมีุจุดมุ่งหมายเพื่อให้สวัสดิการสังคม โดยจะมีประโยชน์ที่สุดสำหรับผู้ที่ไม่มีความคุ้่มครองอื่น

เรามีประกันสุขภาพอยู่แล้่วสมัยที่ไม่มีงานประจำ พอกลับไปทำงานมีเงินเดือนก็หักเข้าประกันสังคมด้วย คุ้มครองสองต่อ ยังไม่เคยป่วยถึงขั้นนอนรพ. เลยยังไม่รู้ว่าถึงเวลาจะใช้อันไหน ลังเลที่จะใช้ประกันสังคมเพราะห่วงเรื่องบริการ แต่ประกันสุขภาพที่มีก็ไม่คุ้มครองเพียงพอ เสียปีละหมื่นกว่าๆ บวกกับค่าประกันชีวิตที่บังคับให้ทำอีกหลายพัน รวมเป็นสองหมื่น(ประกันสุขภาพเป็น rider policy ซื้อเดี่ยวไม่ได้) คุ้มครองแค่ไม่กี่แสน ไอ้โน่นก็ไม่คุ้มครอง ไอ้นี่ก็ไม่คุ้มครอง ถ้าผ่าตัดใหญ่ไม่พอแน่นอน ที่จริง 3-4 แสนแรกเรามีปัญญาจ่าย แต่ถ้าเป็นล้านเราจ่ายเองไม่ไหว แต่บริษัทก็ไม่คุ้มครอง ถามตัวแทนแล้วเขาบอกว่าถ้าอยากได้ความคุ้มครองเยอะๆ ก็ต้องจ่ายเยอะ ปีหนึ่งหลายหมื่ืนมาก เราจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายแบบโยนทิ้งอย่างนั้น เพราะเสียทุกปีไม่ได้คืน เทียบกับเด็กที่ออฟฟิศต้องผ่าตัีดด่วน ประกันสังคมจ่ายหมด จริงอยู่ว่าเข้ารพ.ของรัฐแต่เขาก็ไม่ได้เป็นคนไข้ชั้นสอง หมอก็รักษาดี ยาดี หายดีเ็็ป็นปกติเหมือนกัน

#3 By RAE (203.156.31.86) on 2007-11-10 05:25

เห็นด้วยกับการประกันตนกับบริษัทโดยตรง จะได้ไม่ต้องห่วงเรื่องเลือกโรงพยาบาล จะเข้าโรงพยาบาลไหนก็ได้

แต่ก็ต้องระวังเงื่อนไขของบริษัทประกัน ที่เอาจริงๆ ก็แอบร้ายอยู่เหมือนกัน ไหนจะไม่ีครอบคลุมการรักษา ที่เกี่ยวกับความสวยความงาม แล้วก็การรักษาที่ดูเหมือนเป็นการส่งเสริมสุขภาพ ก็ไม่ได้เช่นกัน

แต่เทียบกับ สปส บริษัทประกันก็ยังดูดีกว่ามากมาย

#2 By elixer (61.7.165.220) on 2007-11-09 23:59

ถ้าให้บริษัทประกันชีวิตหลายเจ้ามาทำตรงนี้
แล้วงบไปเที่ยวต่างประเทศในแต่ละปีของ สนง.ประกันสังคม จะไปเอามาจากไหนล่ะครับ ? question

#1 By リリース on 2007-11-09 23:33