หนี้สินเชื่อกับการทวงหนี้โหด
posted on 01 Sep 2007 17:17 by house in Value-Investor
ปัญหาหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล กับบัตรเครดิต รู้สึกจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นับจากที่ ชมรมลูกหนี้บัตรเครดิต เข้าแจ้งความพวกสำนักทวงหนี้โหด ก็ทำให้สังคมเกิดการตื่นตัวมากขึ้น และเช่นเคย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ออกมาตีฆ้องร้องป่าว หาวิธีแก้ไข(ตามกระแส)เช่นเคย
อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ เกิดจากจุดยืน ตรงข้ามสุดขั้ว ของกลุ่มเจ้าหนี้ และลูกหนี้ และผมไม่คิดว่าจะมีวิธีแก้ไขได้ง่ายนัก การที่จะให้มีการแบนกลุ่มทวงหนี้โหดจากกลุ่มเจ้าหนี้ ผมอยากจะบอกว่าเป็นฝันลมๆแล้งๆ ธุรกิจเงินต่อเงินแบบนี้ อัตราหนี้เสียเป็นหัวใจของธุรกิจเลยทีเดียว หากปล่อยให้อัตราหนี้เสียพุ่ง ตัวเจ้าหนี้เองก็อยู่ไม่ได้ ถ้าทำให้หนี้เสียลด อย่าหวังเสียให้ยากว่าเจ้าหนี้จะสนใจว่า กลุ่มทวงหนี้โหด มันไปทำอะไรบ้าง
ข้อเสนอของกรรมาธิการการคลังที่จะให้แบงค์รัฐเข้าไปซื้อหนี้ในอัตราเงินต้นยิ่งเป็นเรื่องน่าตลก ปกติหนี้ที่เข้าสู่กระบวนการทวง พูดตรงๆก็คือหนี้ด้อยคุณภาพ เจ้าหนี้หวังเงินคืนได้ซักครึ่งของยอดคงค้างก็ดีใจแล้ว การให้แบงค์รัฐเข้าไปแบก เป็นการเอารัฐเข้าไปช่วยเอกชน รับประกันได้เลยว่า ที่โยนมาให้น่ะ หนี้เน่าสุดๆแล้วทั้งนั้น หนี้ที่พอจะทวงเองได้ ไม่มีใครโง่ ขายมาให้แบงค์รัฐหรอก ทำไปทำมาแบงค์รัฐก็ขาดทุนอีกนั่นแหละ
ผมไม่มีวิธีแก้ไขสำหรับกลุ่มที่เป็นหนี้ไปแล้ว แต่ทางเลือกในระยะสั้นที่จะไม่ทำให้หนี้ลุกลามคือ การสนับสนุนบทบาทของเครดิตบูโรให้มากขึ้น ร่วมไปกับ การบังคับใช้กฏหมายอาญาสำหรับการทวงหนี้โหด
การที่เครดิตบูโร เก็บข้อมูลทางการเงินได้กว้างขวางขึ้น มีระยะเวลาเก็บข้อมูลยาวขึ้น และปราบปรามการตามหนี้โหดด้วยกฏหมายอาญา จะทำให้ นอนแบงค์ ระมัดระวังในการอนุมัติหนี้มากยิ่งขึ้น(เพราะพลาดแล้วทวงยากขึ้น) และผู้กู้ระมัดระวังตัวมากขึ้น เพราะพลาดครั้งนี้ ก็ตัดอนาคตทางการเงินตัวเองไปเลย อย่างไรก็ดี สิ่งที่เห็นได้เรื่อยๆคือเมื่อในระบบไม่อนุมัติกู้ คนกู้ก็หาจากนอกระบบ(และก็หนี้ท่วมตัวตายเหมือนเดิม) แต่ก็น่าจะน้อยลง
ในระยะยาว รัฐต้องสนับสนุนด้านความรู้ทางการเงิน ผมอ่านประวัติการเป็นหนี้ของบางคนแล้วน่าสงสารมาก เขาเอาเงินกู้ SME มาลงทุนเฉพาะค่าเช่าที่ถึง 75% ของวงเงินกู้ เงินที่ใช้แต่งร้าน ซื้อสินค้ามาขายทั้งหมด คือหนี้จากบัตรเครดิตทั้งสิ้น ซึ่งถ้าพอมีความรู้ด้านการเงินมาบ้าง เขาจะไม่ทำแบบนี้เด็ดขาด
ผมเห็นด้วยกับโครงการของตลาดหลักทรัพย์ ที่สนับสนุนหนังสือเรียนวิชาการบริหารการเงินสำหรับเด็กประถม ส่วนถ้าใครสนใจ(แม้โตๆกันแล้ว) ผมคิดว่ามีสองเล่มที่ "ต้องอ่าน" คือ เงิน เรื่องที่โรงเรียนไม่เคยสอน ของโจ มณฑาณี กับ ออมก่อนรวยกว่า ของ นวพร เรืองสกุล
อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ เกิดจากจุดยืน ตรงข้ามสุดขั้ว ของกลุ่มเจ้าหนี้ และลูกหนี้ และผมไม่คิดว่าจะมีวิธีแก้ไขได้ง่ายนัก การที่จะให้มีการแบนกลุ่มทวงหนี้โหดจากกลุ่มเจ้าหนี้ ผมอยากจะบอกว่าเป็นฝันลมๆแล้งๆ ธุรกิจเงินต่อเงินแบบนี้ อัตราหนี้เสียเป็นหัวใจของธุรกิจเลยทีเดียว หากปล่อยให้อัตราหนี้เสียพุ่ง ตัวเจ้าหนี้เองก็อยู่ไม่ได้ ถ้าทำให้หนี้เสียลด อย่าหวังเสียให้ยากว่าเจ้าหนี้จะสนใจว่า กลุ่มทวงหนี้โหด มันไปทำอะไรบ้าง
ข้อเสนอของกรรมาธิการการคลังที่จะให้แบงค์รัฐเข้าไปซื้อหนี้ในอัตราเงินต้นยิ่งเป็นเรื่องน่าตลก ปกติหนี้ที่เข้าสู่กระบวนการทวง พูดตรงๆก็คือหนี้ด้อยคุณภาพ เจ้าหนี้หวังเงินคืนได้ซักครึ่งของยอดคงค้างก็ดีใจแล้ว การให้แบงค์รัฐเข้าไปแบก เป็นการเอารัฐเข้าไปช่วยเอกชน รับประกันได้เลยว่า ที่โยนมาให้น่ะ หนี้เน่าสุดๆแล้วทั้งนั้น หนี้ที่พอจะทวงเองได้ ไม่มีใครโง่ ขายมาให้แบงค์รัฐหรอก ทำไปทำมาแบงค์รัฐก็ขาดทุนอีกนั่นแหละ
ผมไม่มีวิธีแก้ไขสำหรับกลุ่มที่เป็นหนี้ไปแล้ว แต่ทางเลือกในระยะสั้นที่จะไม่ทำให้หนี้ลุกลามคือ การสนับสนุนบทบาทของเครดิตบูโรให้มากขึ้น ร่วมไปกับ การบังคับใช้กฏหมายอาญาสำหรับการทวงหนี้โหด
การที่เครดิตบูโร เก็บข้อมูลทางการเงินได้กว้างขวางขึ้น มีระยะเวลาเก็บข้อมูลยาวขึ้น และปราบปรามการตามหนี้โหดด้วยกฏหมายอาญา จะทำให้ นอนแบงค์ ระมัดระวังในการอนุมัติหนี้มากยิ่งขึ้น(เพราะพลาดแล้วทวงยากขึ้น) และผู้กู้ระมัดระวังตัวมากขึ้น เพราะพลาดครั้งนี้ ก็ตัดอนาคตทางการเงินตัวเองไปเลย อย่างไรก็ดี สิ่งที่เห็นได้เรื่อยๆคือเมื่อในระบบไม่อนุมัติกู้ คนกู้ก็หาจากนอกระบบ(และก็หนี้ท่วมตัวตายเหมือนเดิม) แต่ก็น่าจะน้อยลง
ในระยะยาว รัฐต้องสนับสนุนด้านความรู้ทางการเงิน ผมอ่านประวัติการเป็นหนี้ของบางคนแล้วน่าสงสารมาก เขาเอาเงินกู้ SME มาลงทุนเฉพาะค่าเช่าที่ถึง 75% ของวงเงินกู้ เงินที่ใช้แต่งร้าน ซื้อสินค้ามาขายทั้งหมด คือหนี้จากบัตรเครดิตทั้งสิ้น ซึ่งถ้าพอมีความรู้ด้านการเงินมาบ้าง เขาจะไม่ทำแบบนี้เด็ดขาด
ผมเห็นด้วยกับโครงการของตลาดหลักทรัพย์ ที่สนับสนุนหนังสือเรียนวิชาการบริหารการเงินสำหรับเด็กประถม ส่วนถ้าใครสนใจ(แม้โตๆกันแล้ว) ผมคิดว่ามีสองเล่มที่ "ต้องอ่าน" คือ เงิน เรื่องที่โรงเรียนไม่เคยสอน ของโจ มณฑาณี กับ ออมก่อนรวยกว่า ของ นวพร เรืองสกุล

#1 By เทราสเฟียร์ เอล เซราฟีเตอร์ on 2007-09-01 21:13