financial freedom 2
posted on 08 Feb 2006 22:08 by house in Value-Investor
จาก entry ที่แล้ว ผลสรุปคือ ผลคำนวณไม่ได้รวมผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ และ paepae ออกมาคำนวณให้เสร็จสรรพว่า ต้องสร้างผลตอบแทนเพิ่มเป็น 9% เพื่อชดเชยเงินเฟ้อ แล้วก็ยังลงเอยอีกว่า ไม่น่ายากเกินไปสำหรับ value Investor
(ว่าแต่ว่า นายเป็น value Investor ตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย ^-^ )
จริงๆตัวเลข 9% ต่อปี เป็นตัวเลขที่อาจจะสูง(ดูได้จากการจัดเรทความเสี่ยงของกองทุนรวมหลายๆแห่ง) แต่สิ่งหนึ่งที่หลายๆคนไม่ทราบคือนับตั้งแต่ตลาดหุ้นไทยตั้งขึ้นมา ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย ปีละ 9-12% แน่นอนว่าในระหว่างนั้นมีหลายๆปีที่ผลตอบแทนแย่มาก แต่อีกหลายๆปีก็มีผลตอบแทนดีมากเช่นกัน ซึ่งเป็นลักษณะเช่นเดียวกับ ตลาดหุ้นอเมริกา ซึ่งให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 9.8% นั่นหมายความว่า หากเปรียบเทียบเป็นการสอบแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องได้เกรด A เพื่อบรรลุเป้าหมายเลยแค่ประคองตัวไว้แถวๆ mean ก็พอถมเถ
ข้อเท็จจริงอีกอันหนึ่งซึ่งได้จากการอ่าน Beating The Street โดย ปีเตอร์ ลินท์ (ยังอ่านไม่จบเลยครับ แต่ยืนยันว่าสุดยอดจริงๆ) ยิ่งน่าสนใจ ลินท์ตั้งสมมุติฐานไว้ว่า มีเงินลงทุนเริ่มต้น 100000 ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนปีละ 7% ส่วนหุ้นให้ปันผลปีละ 3% และมีการเพิ่มค่าขึ้น 8% ต่อปี
ลินท์ ทำการเปรียบเทียบให้เห็นว่า การลงทุนในหุ้น จะให้ผลตอบแทนแตกต่างจากตราสารหนี้กว่า 26000 ในปีที่ 20 แต่นั่นก็ไม่ใช่อะไรที่น่าแปลกใจเมื่อเทียบกับอำนาจทบต้นที่สูงกว่ามาก
ที่น่าประทับใจคือ ลินท์ ตั้งสมมุติฐานเพิ่มเติมว่า คุณต้องการรายได้จากการลงทุนเพื่อใช้จ่ายปีละ 7000 และนำเงินไปซื้อหุ้นทั้งหมด!
สิ่งที่เกิดขึ้นคือรายได้จากเงินปันผลเพียง 3% จะไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย และคุณจำเป็นต้องถอนเงินออกมาส่วนหนึ่งเพื่อ Cover ค่าใช้จ่ายนั้น แต่ภายหลังการทำเช่นนี้เป็นระะยะเวลา 20 ปี พอร์ตลงทุนในหุ้นกลับมีมูลค่าสูงกว่าตอนเริ่มต้นถึง 4 เท่า! ดูรูปข้างล่างเอาเองเลยดีกว่า

ลินท์ยังสมมุติสถานการณ์ให้แย่ลงไปอีก คือตลาดหุ้นแย่มาก และมีการเติบโตเพียง 4% ตลอดระยะเวลา 20 ปี แม้กระนั้นก็ตามหลังปีที่ 20 เงินต้น 100000 ก็ยังคงอยู่
edit @ 2006/02/08 22:18:02
edit @ 2006/02/08 22:18:41
(ว่าแต่ว่า นายเป็น value Investor ตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย ^-^ )
จริงๆตัวเลข 9% ต่อปี เป็นตัวเลขที่อาจจะสูง(ดูได้จากการจัดเรทความเสี่ยงของกองทุนรวมหลายๆแห่ง) แต่สิ่งหนึ่งที่หลายๆคนไม่ทราบคือนับตั้งแต่ตลาดหุ้นไทยตั้งขึ้นมา ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย ปีละ 9-12% แน่นอนว่าในระหว่างนั้นมีหลายๆปีที่ผลตอบแทนแย่มาก แต่อีกหลายๆปีก็มีผลตอบแทนดีมากเช่นกัน ซึ่งเป็นลักษณะเช่นเดียวกับ ตลาดหุ้นอเมริกา ซึ่งให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 9.8% นั่นหมายความว่า หากเปรียบเทียบเป็นการสอบแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องได้เกรด A เพื่อบรรลุเป้าหมายเลยแค่ประคองตัวไว้แถวๆ mean ก็พอถมเถ
ข้อเท็จจริงอีกอันหนึ่งซึ่งได้จากการอ่าน Beating The Street โดย ปีเตอร์ ลินท์ (ยังอ่านไม่จบเลยครับ แต่ยืนยันว่าสุดยอดจริงๆ) ยิ่งน่าสนใจ ลินท์ตั้งสมมุติฐานไว้ว่า มีเงินลงทุนเริ่มต้น 100000 ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนปีละ 7% ส่วนหุ้นให้ปันผลปีละ 3% และมีการเพิ่มค่าขึ้น 8% ต่อปี
ลินท์ ทำการเปรียบเทียบให้เห็นว่า การลงทุนในหุ้น จะให้ผลตอบแทนแตกต่างจากตราสารหนี้กว่า 26000 ในปีที่ 20 แต่นั่นก็ไม่ใช่อะไรที่น่าแปลกใจเมื่อเทียบกับอำนาจทบต้นที่สูงกว่ามาก
ที่น่าประทับใจคือ ลินท์ ตั้งสมมุติฐานเพิ่มเติมว่า คุณต้องการรายได้จากการลงทุนเพื่อใช้จ่ายปีละ 7000 และนำเงินไปซื้อหุ้นทั้งหมด!
สิ่งที่เกิดขึ้นคือรายได้จากเงินปันผลเพียง 3% จะไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย และคุณจำเป็นต้องถอนเงินออกมาส่วนหนึ่งเพื่อ Cover ค่าใช้จ่ายนั้น แต่ภายหลังการทำเช่นนี้เป็นระะยะเวลา 20 ปี พอร์ตลงทุนในหุ้นกลับมีมูลค่าสูงกว่าตอนเริ่มต้นถึง 4 เท่า! ดูรูปข้างล่างเอาเองเลยดีกว่า

ลินท์ยังสมมุติสถานการณ์ให้แย่ลงไปอีก คือตลาดหุ้นแย่มาก และมีการเติบโตเพียง 4% ตลอดระยะเวลา 20 ปี แม้กระนั้นก็ตามหลังปีที่ 20 เงินต้น 100000 ก็ยังคงอยู่
คนที่ชอบลงทุนในตราสารหนี้ไม่รู้ตัวหรอกว่า พวกเขาพลาดอะไรไป
จบดื้อๆงี้แหละ เดี๋ยวคราวหน้า ค่อยมาว่ากันต่อ
กฏข้อที่ 2 ของลินท์
จบดื้อๆงี้แหละ เดี๋ยวคราวหน้า ค่อยมาว่ากันต่อ
edit @ 2006/02/08 22:18:02
edit @ 2006/02/08 22:18:41


#1 By KissingKissMe ~ on 2006-02-08 23:55