เขียนเรื่องใกล้ตัวมาเยอะแล้ว ขอเขียนเรื่องไกลๆตัวมั่ง

ห้องศาสนาของพันทิป จะมีกระทู้ พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่ เป็นกระทู้รายเดือน เมื่อผนวกกับความสนใจส่วนตัวในด้านจักรวาลวิทยา ผมก็เลยเอามาคิดในสเกลที่มันใหญ่ขึ้นว่า ในทรรศนคติของพุทธศาสนาแล้ว มีอะไรที่สองคล้องหรือ ขัดแย้งกับทฤษฏี ในปัจจุบันบ้างหรือไม่

ในพระพุทธศาสนา นั้น หากใครเคยอ่าน พระไตรปิฏก จักรวาลทีปนี หรือ ไตรภูมิพระร่วงมาบ้าง ก็คงเคยได้ยินคำทำนอง "หมื่นโลกธาตุ" "แสนจักรวาล" "ทวีปน้อยใหญ่ทั้งปวง" กันมาบ่อยๆ เมื่อดูจากรูปร่างหน้าตาของคนในทวีปต่างๆที่มีการพรรณณาแล้วหลายๆคนจึงตีความไปในทางว่า แต่ละทวีปต้องหมายถึงดาวแต่ละดวง และมนุษย์แต่ละทวีป ต้องเป็นมนุษย์ต่างดาว อย่างไม่ต้องสงสัย(มีทั้งหน้าเป็นเหลี่ยม หน้าเป็นรูปไข่ อายุความสูงต่างๆ ก็ไม่ตรงกับมนุษย์โลก) เมื่อผนวกกับ การตอบว่าในเวลาที่จักรวาลยังไม่เกิด สิ่งมีชีวิตต่างๆไปจุติที่ใด และมีวิสัชนาว่า จักรวาลอื่น ตรงนี้เป็นจุดชี้ชัดไปโดยปริยายว่า พุทธศาสนา ยอมรับ ทฤษฏี หลายจักรวาลหรือ Multiverse อย่างแน่นอน

อีกจุดหนึ่งซึ่งแสดงความสอดคล้องคือ แนวคิดเรื่อง กายละเอียด กายทิพย์ ของมนุษย์และเทวดา อาจจะตีความได้ในแง่ที่ว่า เป็นสิ่งมีชีวิตในระดับมิติที่สูงขึ้นไป จึงมีกายละเอียดกว่า สอดคล้องกับคำอธิบายของทฤษฏีสตริงที่ว่ามิติที่ 5 ถึง 11 มีขนาดเล็กและม้วนตัวซ้อนอยู่ในมิติปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม แม้จะสอดคล้องกันในหลายๆแนวทาง แต่พุทธศาสนากลับขัดแย้งกับทฤษฏี ควอนตัม อย่างสิ้นเชิง และมีแนวคิดคล้ายกับ ฟิสิกส์คลาสสิคมากกว่า

แนวคิดทางพุทธศาสนาไม่มีคำว่า บังเอิญ ทุกอย่างต้องเป็นไปตาม "อิทัปจยตา" หรือเมื่อมีเหตุ จึงเกิดผล การเกิดขึ้นโดยลอยๆ เป็นไปไม่ได้ (จำไว้ พระเจ้าไม่เล่นลูกเต๋ากับจักรวาลหรอก) ตรงนี้ใครศึกษาเรื่องกฏแห่งกรรมมามากพอ จะพบว่ามันเป็นกฏที่สมบูรณ์ในตัวเองและมีลำดับขั้นตอนแน่ชัด(ชัดขนาดเอาไป implement เป็น priority Queue ได้)ดังนั้นจักรวาลนี้ต้องทำนายหรือ ระบุสถานะได้(Deterministic Universe)ตรงนี้แย้งสุดขั้วกับ ทฤษฏีควอนตัม ซึ่งให้คำตอบออกมาในรูปของความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้นของ เหตุการณ์ต่างๆ

ทฤษฏีควอนตัม ชี้นำว่า จักรวาลต่างๆ Non-Deterministic คุณไม่มีทางที่จะมีข้อมูลทุกอย่างสมบูรณ์ เพียงพอทำนายเหตุการณ์ในอนาคตได้ 100% คุณจะทำนายได้ภายใต้ขอบเขตความผิดพลาดหนึ่งเท่านั้น ช่างเป็นข้อสรุปที่น่าเศร้าสำหรับนักวิทยาศาสตร์(คงคล้ายๆ เมื่อผมรู้จัก NP-Complete Problem ครั้งแรก เซ็งสนิท ความฝันพังทลาย)

ในระยะไม่กี่ปีมานี้ มีนักวิทยาศาสตร์ กลุ่มหนึ่งเสนอความคิดขึ้นมาใหม่ว่า จริงๆแล้ว ควอนตัมนั้น Deterministic แต่คุณไม่รู้เพราะตัวแปรมันหายไปตัวหนึ่ง และไอ้ตัวที่ว่านั่นมันอยู่ในมิติที่สูงขึ้น เป็นแนวความคิดที่น่าสนใจ แต่จะจริงรึไม่ก็คงต้องรอผลการทดสอบยืนยันในอนาคต(ไม่รู้อีกกี่ปี)

ทั้งในฐานะชาวพุทธและนักวิทยาศาสตร์ ผมหวังว่า จะพิสูจน์ได้ว่าจักรวาลนี้ Deterministic แม้ว่าจะขัดแย้งกับกระแสหลักในโลกวิทยาศาสตร์ก็ตาม(Non-Deterministic มันทำร้ายจิตใจกันเกินไป) แต่ถ้ามันออกมาเป็น Non-Deterministic จริงๆ ก็คงต้องยอมรับ ความจริงย่อมเป็นความจริง ผิดหวังก็ต้องทำใจละ

PS. มีใครอ่านที่ผมเขียนรู้เรื่องมั่งเนี่ย

PPS. แนะนำอ่าน จักรวาลทีปนี ไตรภูมิพระร่วง สำหรับจักรวาลวิทยาแบบพุทธ เอ กฏแห่งกรรมอ่านที่ไหนดีหว่า ของผมหลายแหล่งจัด แนะนำไม่ถูก

ทางวิทยาศาสตร์ แนะนำ A Brief History Of Time (ประวัติย่อของกาลเวลา) Universe in the Nutshell(จักรวาลในเปลือกนัท) และ Beyond Einstine(ข้ามพ้นไอน์สไตน์)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เมื่อถึงวันหนึ่ง ถ้าเราพบตัวแปรตัวนั้น เราจะยินดีกับความรู้ที่เรามีอยู่พักหนึ่ง

แต่เชื่อได้เลยว่าเมื่อมาถึงวันหนึ่งแล้ว มันจะมีกรณีที่มีค่าผิดแผกไปจากที่อธิบายได้

แล้วเราก็ต้องเดินทางหาความจริงกันต่อไปไม่สิ้นสุด.....

#1 By ลิ่ว on 2005-09-24 16:20

ความจริงดุจดั่งใบไม้ในป่า

แนวทางดับทุกข์ก็เพีัยงใบไม้ในกำมือ

ฝากเท่านี้ครับ
คิดว่าจริงๆแล้วทุกสิ่งทุกอย่างล้วนสามารถคำนวณได้ คำนวณอนาคตก็ได้ เพียงแต่เรายังขาดความรู้อีกมหาศาลที่จะมาใช้แก้สมการนี้ ... ตามที่วิทยาศาสตร์ใช้ pop แทน เป็นเพราะมัน practical กว่าในปัจจุบัน ... ซึ่งในอนาคตนั้น อาจจะไม่มีวันที่เราจะสามารถหาสมการที่แท้จริงได้เลยก็ได้ ... แต่จริงๆแล้วสมการมันมีอยู่

#3 By panu on 2005-09-24 23:17

กรรมอย่างเดียวกัน เจตนาต่างกัน ผลย่อมต่างกันไป
แต่ยังเป็นทิศทางเดียวกัน ใช่ต่างกันไม่

กรรมอย่างเดียวกัน เจตนาอย่างเดียวกัน แต่หว่านในพื้นที่ต่างกัน
(เนื้อนาบุญ เช่น พระพุทธองค์ สงฆ์ พ่อ-แม่ โจร คนชั่ว สัตว์)
ผลยังต่างออกไป แต่ก็ยังเป็นทิศทางเดียวกัน ใช่ต่างกันไม่

กรรมอย่างเดียวกัน เจตนาอย่างเดียวกัน หว่านในพื้นที่เดียวกัน
แต่พื้นเพกรรมของแต่ละบุคคลที่กระทำกรรมนั้นต่างกัน
ผลยังต่างออกไป แต่ยังคงเป็นทิศทางเดียวกัน ใช่ต่างกันไม่

กรรมอย่างเดียวกัน ผลต่างกันมากมายนับอสงไขย
ทฤษฏีควอนตัมคำนวณได้ละเอียดอย่างนี้เมื่อไหร่ก็สมบูรณ์แบบเมื่อนั้น

#4 By Demigod on 2005-09-24 23:27

เอ่อ เข้าใจครับ แหะๆ

มีคำถามว่าในไตรภูมิพระร่วงหรืออย่างจักรวาลทีปนี เป็นคำสอน original ของพระพุทธเจ้าหรือเปล่า? หรือเป็นอะไรที่วิวัฒนาการมาตามกาลเวลา เป็น context ของสังคม (นักคิดนักเขียน) ที่ใส่เข้ามาในช่วงต่างๆ รึเปล่า

รู้สึกว่าเล่มสุดท้ายจะชื่อ "ก้าวพ้นกรอบไอน์สไตน์"

#5 By mk (202.69.138.20) on 2005-09-25 12:33

#1 ชัวร์เลย ปัจจุบันเขาก็พยายามทำแผนที่เบรน กันแล้ว ทั้งๆที่ยังพิสูจน์การมีอยู่ของเบรนไม่ได้เลย
#2 พอดีผมเป็นพวกใบลานเปล่าอะ ปริยัตินี่โอเค แต่ ปฏิบัตินี่ Good bye ชาตินี้ไม่พ้นทุกข์แหง
#3,#4 ผมก็ว่างั้นแหละ
#5 จักรวาลทีปนีไม่ทราบ แต่ไตรภูมิไม่ใช่ของ ออริจินัลครับ อ้างกันว่าแต่งในสมัยพญาลิไท และเพี้ยนเยอะพอสมควร ถ้าจะให้ตรงเป๊ะจริงๆ ต้องอ่านเอาตามพระสูตรครับ ได้เนื้อๆเน้นๆ แต่อ่านยากเอาการ(ผมเคยอ่านหลายพระสูตรเหมือนกัน ได้อะไรดีๆเยอะ เช่น ปายาสิสูตร การโต้เถียงเรื่องการเกิดแก่เจ็บตายกับ นักวิทยาศาสตร์ในสมัยนั้น)

#6 By house on 2005-09-25 12:52

#7 By (210.203.161.195) on 2005-09-25 17:25

ตอบแทนนะครับ คัมภีร์ของพุทธศาสนาทั้งหมด ไม่ใช่พระพุทธเจ้าแต่งหรือเกิดในสมัยพระพุทธเจ้าแน่ครับ แต่น่าเชื่อได้ว่าเป็นแนวคิดของพระพุทธองค์จริง เพราะ"พระอรหันต์" ย่อมเข้าถึงความจริงในระดับเดียวกับพระพุทธะครับ
พุทธศาสนา สอนให้รู้จักอย่างเดียวคือ ความทุกข์ เมื่อรู้จักเเล้วก็ให้เอาออกไปเสีย

เรื่องจักรวาลอะไรพวกนี้พุทธศาสนาไม่ได้ตอบ เพราะท่านว่าไม่มีประโยชน์

อันนี้พูดยาก คือถ้าศึกษาพุทธศาสนาลึกซึ้งเเล้วเรื่องจักรวาลเกิดมาอย่างไร จบอย่างไร จะกลายเป็นเรื่องไร้สาระไป
พุทธศาสนาจะสอนไปในอีกมุมหนึ่งว่า ทุกสิ่งทุกอย่างอาศัยกันเเละกันจึงเกิดมีขึ้น มือคือ กระดูก เส้นเลือด กล้ามเนื้อต่างๆมาประชุมรวมกันจึงเกิดเป็นมือขึ้น
เพราะมีคว๊ากจึงเกิดมีอะตอม เพราะมีไอ้นั่น จึงมีไอ้นี่

เเล้วสิ่งต่างต่างจะอาศัยกันเเละกันเป็นสายไม่รู้จบ ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดจบ

ถ้าจะให้มองเเบบจักรวาลวิทยาสมัยใหม่ พุทธศาสนามองภาพกว้างกว่าว่า บิ๊กเเบง บิ๊กครั้นซ์ อะไรพวกนี้
พุทธศาสนามองว่ามันก็อาศัยกัน ระเบิด เกิดๆดับๆเเบบนี้ไม่รู้จบสิ้น โดยคล้ายๆว่าหลังจากจักรวาลเเบบนี้สลายหายไปหมดเเล้ว ถ้ามันจะมีจักรวาลมาอีก(บิ๊กเเบงครั้งใหม่หรืออะไรก็ตามแต่) ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปเเบบเดิม ก็เเล้วเเต่เหตุเเละปัจจัยอะนะ จะออกเเนวจักรวาลหลายรูปแบบ หรือจะหลายจักรวาลก็คงจะโอเค
ประมาณเเนวคิดพวกเพราะเราอยู่ในจักรวาลเเบบนี้เราจึงเป็นเเบบนี้อะ
พุทธศาสนาอะนะ

เเต่ตอบไปว่าจักรวาลอื่น ดูจะไม่ได้เป็นคำตอบจริงจังนัก เพราะพุทธศาสนาไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้ ท่านว่า เป็น อจินไตย์

เเนะนำ พุทธธรรม ของเจ้าคุณพระธรรมปิฎก อ่านเเล้วซึ้ง
ผมก็ไม่ค่อยเชื่อความไม่เเน่นอนของกลศาสตร์ควอนตั้มนะ ที่ยกมาน่าสนใจดี ไอ้ตัวเเปรที่ว่าหาได้คงจะดังระเบิดเเน่นอน

#9 By nuut on 2005-09-28 08:46

มาบอกว่า เค้าไม่พิมพ์ เพอร์รี่รอบใหม่นะคะ อยากได้คงต้องตามเก็บเองค่ะ
ให้ความรู้ดีจัง

#11 By กิ๊บ (203.156.132.195) on 2005-10-09 11:09

ช่วยแน่นำหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้หนอยครับว่าจะหาซื้อได้ที่ไหนบ้างครับ/ขอบคุณครับ

#18 By นกขมิ้น (61.19.220.5 /10.106.14.142, 10.106.101.99, 61.19.220.5) on 2006-12-27 09:13

ผมอ่านรู้เรื่องและกำลังหาหนังสือเรื่องเหล่านี้เพื่อศึกษาอยู่ครับ

#19 By นกขมิ้น (61.19.220.5 /10.106.14.142, 10.106.101.99, 61.19.220.5) on 2006-12-27 09:15

#20 By ลีนา (124.120.166.3) on 2007-02-01 09:05

จักรวาฬทีปนี
ตันฉบับเดิมเป็นคัมภีร์ใบลานจารเป็นอักษรขอมมีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติปัจจุปันหอสมุดแห่งชาติได้คัดถ่ายเป็นภาษาบาลีอักษรไทยและแปลเป็นภาษาไทยแล้ว สำหรับเนื้อหาในคัมภีร์จักวาฬนีนี้ แบ่งออกเป็น 6 บท เรียกว่ากัณฑ์
กัณฑ์ 1 ว่าด้วยเรื่องจักรวาลโดยสรูป
กัณฑ์ 2 ว่าด้วยเรื่องภูเขา
กัณฑ์ 3 ว่าด้วยเรื่องมหาสมุทร
กัณฑ์ 4 ว่าด้วยเรื่องทวีปต่างๆ
กัณฑ์ 5 ว่าด้วยเรื่องภพภูมิต่างๆ
กัณฑ์ 6 ว่าด้วยเรื่องเบ็ดเตล็ดต่างๆ
ซึ่งเนื้อหาทั้ง 6 กัณฑ์ พระสิริมังคลาจารย์(ชาวเชียงใหม่)อาศัยหลักฐานอ้างอิงจากคัมภีร์ พระไตรปิฎก อรรกถา ฎีกา และปกรณ์พิเศษต่างๆ มาเรียบเรียงเป็นโครงเรื่อง รวมทั้งแสดงทัสสนคติของท่านกำกับด้วย แต่งเมื่อประมาณ พ.ศ. 2063

#21 By (125.26.56.160) on 2007-02-20 20:05

ผมว่าอนาคตคาดคำนวณได้ครับ
เพียงแต่กำหนดไม่ได้ ^^"
เพราะจิตเรานั่นแหละครับ คาดเดาอะไรไม่ได้ ^^"
ถ้าคำนวณจิตเราได้ ก็คาดเดาอนาคตได้ 100% ครับผม ^_^
พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสแต่ ถ้า... แล้วจะเกิด ... เพราะท่านทราบถึงเหตุและผล ส่วนจิตคนที่สร้างเหตุนั้นไม่สามารถคาดคำนวณได้ 100% จึงยังมีบัวใต้น้ำที่ไม่สามารถสั่งสอนได้อยู่ T_T

#22 By Pegasus7th (61.91.212.13) on 2008-03-13 16:07