จริงๆว่าจะเขียนซักพักแล้วหลังจากอ่าน entry ของ เทร่าแต่พึ่งหาแหล่งอ้างอิงได้

ฉันท์ เป็นกวีนิพนธ์ ประเภทหนึ่งของไทย ที่แต่งยากมาก เพราะมีบังคับครุ ลหุ(คำหนัก คำเบา) หลังๆก็ไม่ค่อยเห็นคนแต่งกันแล้ว กวีไทยที่แต่งฉันท์ขึ้นชื่อลือชาก็ต้องย้อนไปถึง ชิต บุรทัต ในสมัยรัชกาลที่ 6

จากข้อบังคับที่เข้มงวด และทำให้เสียงของกวีนิพนธ์ประเภทนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เมื่อผสมผสาน ฉันท์ หลายๆแบบเข้าด้วยกันแล้วก็ทำให้ ผม เกิดอาการลุ่มหลง สรรหามาอ่าน แต่ก็ยากเย็นแสนเข็ญ หาพิมพ์ขายยากมาก หนักๆเข้า ผมก็เข้าหอสมุดแห่งชาติ กับ หอสมุดเกษตร แล้วก็ถ่ายเอกสารบทที่อยากได้ออกมาทั้งเล่ม ตอนเอ็นท์ติดเกษตร เข้าหอสมุดครั้งแรกนี่ดีใจมาก เพราะเจอบางบทที่หาที่หอสมุดแห่งชาติไม่ได้(แต่ลืมไปแล้วว่าบทไหน จำได้แต่ว่าถ่ายเก็บไว้แล้ว -_-")

พอเข้างานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ก็ต้องไปค้นตามร้านหนังสือเก่า ผมได้หนังสือฉันท์ดีๆ วิธีนี้ซะส่วนใหญ่ เล่มใหม่ๆหาไม่ได้เลย ขาดแคลนความนิยมในเด็กรุ่นใหม่อย่างแรง ก็พอดีวันหนึ่งไปเจอ สามัคคีเภทคำฉันท์ ของ สนพ. บันทึกสยาม ก็มีฉบับซีร็อกที่บ้านแหละ แต่ประสาหนอนหนังสือก็อยากได้ของใหม่มาเก็บไว้ พอซื้อมาเปิดอ่านแล้วก็เกิดอาการสะอึกอย่างแรง

ก็รู้แหละ ว่ามันแต่งยาก อ่านก็ยาก เนื่องจากศัพท์ที่เอามาแต่ง ก็บาลี สันสกฤต ทั้งนั้น คนพื้นความรู้ไม่ถึงอ่านเสร็จก็เกิดอาการสะอึกแปลไม่ออกเอาง่ายๆ แต่พี่แกก็ไม่น่า เล่นแปลงคำซะจนอักขระวิบัติ

ท่านเล่นเติม สระ อะ ใส่ลหุ ทุกจุดที่เป็นไปได้เลยครับ

จาก

ให้ราชภัฏโป--------------------ริสไปขมีขมัน

หาพราหมณ์ทุพลอัน------------บุรเนรเทศมา

กลายเป็น

ให้ราชภัฏโป--------------------ริสะไปขมีขมัน

หาพราหมณ์ทุพลอัน------------บุระเนระเทศะมา

ขัดสายตาอย่างแรง

กร เป็น กะระ นย เป็น นะยะ

เจอเยอะๆเข้าแล้วหงุดหงิด สุดท้ายพอจะอ่านใหม่ ผมก็ไปหยิบฉบับซีร็อกมาอ่านแทน และ ฉันท์แทบทุกเล่มที่พิมพ์ออกมาหลังๆ เป็นยังงี้หมด

จริงๆ ลหุ มันต้อง อะ กึ่งเสียงไม่ใช่เหรอ ถึงจะเสียงเบาสมกับที่เรียกว่า ลหุ เล่นเติมสระหมดยังงี้ มันก็เพี้ยนทั้งเสียงทั้งรากศัพท์นะซี ก็เข้าใจว่าคนส่วนใหญ่ อ่านออกเสียงไม่ถูก แต่ก็น่าจะมีวิธีอื่นดีกว่านี้ เพราะนี่ก็แบ่งครึ่งเล่มไปอธิบายคำประพันธ์อยู่แล้ว ทำไมไม่เอาวิธีอ่านไปใส่ในนั้น ไม่ใช่มาแก้ในบทประพันธ์เอาตามใจ แล้วทำไมหอสมุดแห่งชาติที่เป็นเจ้าของลิขสิทธ์ ถึงปล่อยให้แก้ได้ตามใจยังงี้ หรือว่าเห็นดีเห็นงามไปด้วย?

อีกความเห็นหนึ่งก็คือ คนซื้อหนังสือพวกนี้ ถ้าไม่ใช่คนชอบอย่างผม(ซึ่งก็อ่านเป็นอยู่แล้ว) ก็น่าจะเป็นพวกซื้อ เพราะต้องเรียนหรืออ่านนอกเวลา การแก้ไขแบบนี้แม้จะทำให้เขาอ่าน(ออกเสียง)ถูก แต่จะทำให้การวิเคราะห์แยกแยะที่มาของศัพท์ และ ความหมายผิดกันไปไกลมาก "นย" เปิดพจนานุกรมมีความหมาย แต่ไม่ใช่ความหมายเดียวกับ "นะยะ" แน่ๆ

ไม่รู้เขาคิดยังไงเหมือนกัน สุดท้ายหนังสือฉันท์ทั้งชุดนั่น เข้าตู้ครับ ทนอ่านไม่ไหวจริงๆ

Comment

Comment:

Tweet

ไม่ได้เข้าข้างหนังสือ เล่นไหน แต่จะบอกว่า
ประวัติศาสตร์มีข้อมูล มาจากหลายแหล่ง
ถ้าคุณคิดจะศึกษาประวัติศาสตร์ ต้องเปิดใจให้กว้างก่อน อย่างน้อย คุณมั่นใจแค่ไหน ว่าข้อมูลที่ ถ่ายเอกสารมานั้นถูกที่สุดแล้ว และ เป็นไปได้ยากมาก ที่หนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง จะสมบูรณ์ถูกต้องได้ร้อยเปอร์เซ็น
จึงเป็นเรื่องที่โง่เขลามาก
ที่คุณจะ เก็บจุดที่คุณคิดว่าผิด
แล้วมา ตัดสิน และ ละทิ้งสิ่งที่มีประโยชน์ส่วนอื่นๆ ออกไป

#14 By 13 (202.90.118.155) on 2007-08-05 11:27

#13 By (61.19.86.142 /192.168.212.187, 192.168.200.112, 61.19.86.142) on 2007-06-13 12:03

#12 By (203.144.214.95) on 2006-08-23 21:21

#11 By (203.113.81.139) on 2005-09-22 20:25

ใครก็ได้ช่วยเเต่งวิชชุมมาลาฉันท์ให้หน่อยครับ4บทจะเป็นพระคุณอย่างสูง

#10 By ติ้งต๊องboy (203.188.4.149) on 2005-09-18 11:56

งง

#9 By งง (58.10.207.187) on 2005-08-29 18:43

อาจารย์ให้การบ้านมาค่ะ ให้สรุปเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์ให้เหลือแค่ 5 บรรทัด และวิจารณ์ตัวละครหนึ่งตัว ต้องส่งววันมะรืนนี้แล้ว แต่จนถึงตอนนี้อ่านจบไปแล้วทั้งเล่ม ยังไม่ค่อยเข้าใจเลยค่ะ
แบบว่าเป็นคนที่ไม่เคยอ่านฉันท์มาก่อน(อย่างจริงจัง)ก็เลยรู้สึกว่ามันยากจัง เหมือนเป็นอีกภาษานึงเลย

#8 By Geegie (203.156.21.75) on 2005-06-26 00:45

ตวยไรหละ

#7 By .. (202.183.156.169) on 2005-06-25 14:54

เพื่อนผมเคยอ่านทำนองเสนาะได้รางวัลที่ 2 ของเขตก็เพราะฉันทืเนี่ยแหละครับ ^^

#6 By risingtop on 2005-06-24 19:53

นอกจากจะแต่งยากแล้ว ยังอ่านยากด้วยค่ะ

#5 By ♡ BlackCrystal ♡ on 2005-06-24 16:32

#3 อิลราชคำฉันท์ผมหาฉบับเต็มไม่ได้ครับ เคยอ่านแค่บทสองบท ส่วนของกรมพระปรมานุชิต นี่พระองค์ท่านสุดยอดแล้วครับ หลับตาเห็นภาพเลย
ของท่านชิต จุดเด่นคือไม่ได้นำศัพท์ระดับ A+ มาใช้ โดยทั่วไปเป็นศัพท์ประจำวัน อ่านง่ายกว่าเยอะครับ อ่านรื่นๆเรื่อยๆ คือท่านใช้ศัพท์ง่ายแต่รสก็ไม่เสีย ผมก็เลยชอบมากกว่า

#4 By house on 2005-06-22 22:18

วุ้ย น่าเอาเข้าตู้(ปิดตาย)จริงๆ

ฉันท์ยุครัชกาลที่ ๖ เล่นบังคับครุลหุกันแม่นเป๊ะๆๆๆ มากจนบางทีก็น่าเบื่อครับ

แต่ผมชอบของพระศรีสุนทรโวหาร ที่แต่งอิลราชคำฉันท์มากกว่าท่านชิต บุรทัตนะ

ของท่านชิตยังจินตนาการไปไม่กว้างเท่า

ของ ร.๖ พระองค์ก็ติดครุลหุจนความเสีย และคำก้ไม่งาม
ของน.ม.ส. ท่านคำกระโดกกระเดกแล้วก็ประดิษบ์ศัพท์ใหม่เยอะ

แล้วก็ที่งามมากก็ต้องย้อนไปถึงกรมพระปรมานุชิตฯในรัชกาลที่ ๓ โน่น

ไม่ใช่ไปซื้อฉบับคำอ่านมารึ อิๆ แต่จะว่าไปถ้ามันเล่นเติมสระ อะ แบบนั้นมันจะเป็นฉันท์ได้ไงว้า (ปล. ข้าพเจ้าก็ A ไทยนะขอรับ ขออวดนิด)

ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะทำแบบนั้นไปทำไม เพราะคนที่จะอ่าน ถ้าไม่ใช่ศึกษาอยู่ก็ต้องเป็นผู้ที่สนใจ แล้วคนเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องนำเสนอแบบนั้นเพราะเขาย่อมต้องการรูปแบบที่ถูกต้อง สงสัยจะเอาใจวัยรุ่นรึเปล่านะ

#2 By tamanxzg on 2005-06-22 12:27

นะยะ

#1 By T!D on 2005-06-22 00:35