เป็นประเด็นที่ได้มาจากบล็อคของใครคนหนึ่งน่ะครับ(ลืมไปแล้วครับขอโทษ -_-" )

บล็อคนั้นเขียนไว้ว่าในระบบ admission นั้นเด็กที่เก่งและมีอัจฉริยภาพ เพียงวิชาเดียวนั้น มักมีเกรดไม่ดี และอาจเอ็นท์ไม่ติด ทั้งๆที่ถ้าเขาได้เรียนในคณะที่เหมาะสม คะแนนในระดับมหาวิทยาลัยจะสูงมาก

ผมก็เลยมาคิดย้อนว่า เอ แล้วเราควรพัฒนาให้ นร. รู้รอบตัวทุกด้าน หรือ ควรพัฒนาให้นร. รู้และชำนาญเฉพาะในด้านที่เขาถนัด รวมถึงว่าระบบการคัดเลือกควรเปิดโอกาสให้เด็กกลุ่มไหนมากกว่า

ผมค่อนข้างมีแนวคิดโน้มเอียงไปในทางเน้น ทักษะเฉพาะด้านมากกว่า คือ นร. ไม่จำเป็นต้องรู้วิชาทั้งหมด แต่เน้นในสายวิชาที่อนาคตคุณต้องใช้ในการประกอบอาชีพ หรือศึกษาต่อเท่านั้น เพราะวิชาในสายสามัญ ม ปลาย วิทย์ คณิต ผมคิดว่าเป็นวิชาที่ไม่ใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว ถ้าคุณไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ใช้วิชาพวกนั้นต่อ ความรู้พวกนั้นก็ต้องทิ้ง แล้วเราจะให้เด็กเรียน(และต้องได้เกรดดีๆ)ให้เหนื่อยทำไม ถ้าจุดหมายชีวิตเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้น

การเรียนเพื่อให้รู้รอบตัวเป็นไปได้ สำหรับกรณีที่เด็กยังไม่สามารถแยกแยะความสามารถของตัวเอง ในกรณีนี้ ควรมีการปรับระบบคัดเลือกในการศึกษาต่อ โดยใช้เฉพาะวิชาที่จำเป็นต้องใช้ในการเรียนต่อคณะนั้นๆ เพราะนั่นคือสิ่งที่เด็กคนนั้นชอบ ถนัด ทำได้ดี และต้องใช้ คุณจะเอาวิชาพละ มาตัดเกรดเข้าวิศวะร่วมด้วย หรือ เอาเลขไปตัดเข้าคณะอักษร มันก็ไม่น่าเวิร์ก

หลายๆคนบอกว่าการใช้ทุกวิชาในการพิจารณาเป็นการบังคับให้เด็กตั้งใจเรียน และทดสอบความรับผิดชอบ คำถามที่ผมยังยืนยัน คือ ตั้งใจทำไปทำไม รับผิดชอบ และเหนื่อยไปทำไม ในเมื่อพ้นไปแล้วก็ไม่ต้องใช้ ถ้าทั้งโลกใช้ระบบอย่างนี้ คุณจะเห็น ไอสไตน์ หรือ บิล เกตต์ ประสบความสำเร็จหรือ พอล แอดิชน์ หรือ รามานุจัน อีกล่ะ? พวกนี้จบตั้งแต่ถูกจับเรียน ปรัชญา + ศิลปะแล้ว

แล้วคนอื่นๆคิดยังไงกันบ้างกับประเด็นนี้ครับ แสดงความคิดเห็นกันหน่อย

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

รู้อะไรรู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล
คือว่ารู้เยอะมันก็ดี แต่รู้ไปแล้วไม่ได้นำเอามาใช้ ทักษะและความชำนาญมันก็จะไม่บังเกิดผล เพราะสิ่งที่จะทำให้เก่งได้นั้น ก็คือการฝึกฝนนั่นเองคะ รู้จริงในสิ่งที่เราชำนาญ ยังงัยเราก็เก่งในสิ่งที่เราถนัด

#2 By SwEetSeA^-^ on 2005-05-15 11:07

ถ้าเป็นเกม RPG ก็ต้องมองว่าตัวละครที่มี skill ทุกชนิดแต่ skill level ต่ำกับตัวละครที่ skill level สูงสุดๆ ไปเลยแต่มีแค่ไม่กี่อย่างอย่างไหนดีกว่ากันอะ แต่เป็นเราเราเลือกอย่างหลัง

#3 By P.S. on 2005-05-15 11:17

แล้วแต่ทักษะและความเหมาะสมของจริตผู้เรียนครับ

บางคนเรียนได้หลายอย่าง
บางคนต้องเพ่งเข้าไปเป็นอย่างๆไป

บิล เกตส์ รามานุจัน ไอน์สไตน์ ท่านเหล่านี้มาค้นคว้าต่อด้วยตัวเองภายหลังจึงได้ผลงาน มิใช่ทำขึ้นอยู่ขณะเรียน
ในทางตรงกันข้าม ลีโอนาร์โด ดา วินชี อริสโตเติล เซอร์ฟรานซิส เบคอน ท่านเหล่านี้ ล้วนศึกษารอบด้านมาก่อนทั้งนั้น เพราะการศึกษารอบด้านทำให้คนเรามองโลกได้หลายแง่มากกว่าเพ่งมองเพียงด้านเดียว

ดังนั้น ถ้ารู้ความถนัดตนเองว่า จะเรียนแบบใด ก็จงเรียนเข้าไปแบบนั้น จะดีที่สุดครับ

ปล.ผมถนัดแบบรู้รอบตอบได้แหละ
รู้อะไรรู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล อันนี้สุนทรถู่เป็นคนกล่าวไว้นะครับ เห็นด้วย แต่ท่านก็ไม่ได้บอกว่าให้หยุดค้นหาความรู้ด้านอื่นอีกนะครับ แต่ถ้าอยากจะเก่งด้านไหนก็ควรจะให้ชำนาญด้านนั้นให้สุด ๆ ไปเลย แต่เมื่อเกิความชำนาญในด้านใดด้านหนึ่งแล้ว หากไม่หาความรู้ด้านอื่นก็จะทำให้ความชำนาญของเราไม่สามารถพัฒนาหรือประยุกตืต่อไปได้
ไอสไตน์ หรือ บิล เกตต์ ถ้าเก่งแค่ด้านเดียวคงไม่มาได้ถึงนาดนี้แน่ ๆ ไอสไตน์ ก็เป้นคนที่มีความรู้รอบด้าน ศึกษามาหลายเรื่องจน พอความขัดแย้งกันในบางเรื่อง แล้วจึงได้แนวคิดที่เป็นของตัวเองออกมา แล้วก็ไม่ใช่แค่เรื่งเดียวด้วย ( พอดีกว่าใช้ pda มันเขียนยากจัง)

#5 By Cheats on 2005-05-15 14:00

สำหรับผม ผมว่าการศึกษาใน K12 นั้นสำคัญตรงที่ทำให้เรารู้ว่า เราอยากเรียนต่อในสาขาใด
ความรู้ที่ได้รับจึงควรที่จะกว้างพอ

โรงเรียนผมเมื่อสมัยม.ต้น เปิดให้เลือกวิชาเลือกได้มากกว่าปกติ (และลดวิชาบังคับเลือกลง) เป็นการเปิดโลกของนักเรียนให้กว้างขึ้น
แต่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยก็มีมาก เพราะเค้ามองที่ หากเด็กไปเลือกวิชาเลือกที่ไม่ใช้ในการสอบเข้าที่อื่น นักเรียนก็จะสอบไม่ผ่าน เพราะข้อสอบเข้ามักออกเกินวิชาบังคับ

ในความคิดผม นักเรียนควรรู้ให้กว้างและรู้จักประยุกต์ใช้ได้ในงานต่างๆ มากกว่าที่จะรู้ลึกแต่ไม่ถนัดการประยุกต์ใช้
แต่ถ้ารู้ทั้งกว้างทั้งลึก ก็เยี่ยมไปเลย

ในบุคคลสำคัญต่างๆ ต่างคนต่างมีความรู้มากกว่าหนึ่งอย่าง
บิล เกต มีความรู้ด้านการบริหาร ควบคู่กับการโปรแกรม
ไอน์สไตน์ มีความคิดที่เป้นทั้งวิทย์และศิลป์ (แต่ดังในด้านวิทย์)
เช่นเดียวกับลีโอนาร์โด (แต่ดังในด้านศิลป์)

ถ้าเค้าสนใจแค่เพียงอย่างเดียว จะมาไม่ถึงขั้นนี้เหรอ?

ผมว่าที่ระบบสอบคัดเลือกมันเหลว ก็เพราะการให้เกรดรึเปล่า? วิชาบังคับ+บังคับเลือกมีมากเหลือเกิน แล้วนักเรียนจะเอาเวลาไหนไปศึกษาในสิ่งที่สนใจหละ และเนื่องจากมาตรฐานมันไ่ม่เหมือนกัน เกรดของแต่ละที่จึงมีค่าไม่เท่ากัน

ผมอยากให้การเข้ามหาลัยวัดกันที่ผลงาน หรือโครงงาน มากกว่านะ
(แต่เพื่อนผมไม่ชอบ เพราะว่ามันดูเหมือนเป้นการทำงานหรือทำกิืจกรรมเอาหน้า มากกว่าทำเพราะอยากทำ)

สรุปแล้ว ผมว่าโปรแกรมเมอร์ที่วาดการ์ตูนได้ นักเขียนที่รู้เรื่องวิศวกรรม นักกีฬาที่บริหารงานเป็น ย่อมดีกว่าผู้ที่ทำได้อย่างเดียว
(แต่หลายอย่างไป จะกลายเป็นเป็ด)

#6 By ABZee on 2005-05-15 15:15

เอาเป็นความเห็นส่วนตัวผมล่ะกัน
จริงๆผมค่อนข้างเห็นด้วยกับการที่ให้เด็กเรียนมุ่งแต่ในสิ่งที่เค้าสนใจ

แต่พอมองในมุมหนึ่ง มันเป็นการทำให้เด็กสนใจแต่ในสิ่งที่เค้าสนใจ"เกินไป"รึเปล่า ทำให้เค้าสนใจในเรื่องอื่นๆเลย ซึ่งผมว่าไม่ดีพอควร

และจากประสบการณ์ผมเองสมัยเรียน ที่รู้สึกว่า พวกวิชาบางวิชาที่เราสนใจมากๆ เรียนๆไปบางทีมันเลี่ยนจนบอกไม่ถูก ต้องไปเข้าพวกวิชาเสริมที่เป็นอีกสายนึงเลยไว้แก้เบื่อไปเลยก็มีครับ

#7 By plynoi แว่วศรี on 2005-05-15 16:07

แต่ละคนที่ทางของเค้านะผมว่า

ผมเห็นว่าเป็นเรื่องงี่เง่าที่จะไปกำหนดว่าอย่างไหนดี ถ้ามันไม่ชัดเจนเหมือนพวกว่า ยาเสพติดดีมั๊ยอะไรอย่างนั้น

สายงานทุกสายมีที่รองรับสำหรับคนทุกประเภทอยู่แล้วล่ะ ทุกองค์กรณ์ต้องการ Specialist ในแต่ละด้านมาแก้ปัญหาเฉพาะทางเสมอๆ แต่ขณะเดียวกัน กลุ่ม "เป็ด" ที่ทำได้ทุกอย่าง คุยได้กับทุกคนก็เป็นเรื่องสำคัญ

ทำไมเราต้องกำหนดว่าอย่างนั้นดี อย่างนี้ไม่ดี

เรื่องกิจกรรมก็เรื่องนึงแล้ว เรื่องนี้อีกเรื่อง

กระทรวงศึกษามันบ้าอำนาจ.....

#8 By ลิ่ว on 2005-05-15 21:22

(ตอบดีกันทุกคนเลยว่ะ)

พอจะเข้าใจในความคิดพี่นะ แล้วก็ค่อนข้างจะคิดไปในทางพี่ด้วย แต่ก็ฉุกคิดนิดนึงว่า ที่เราคิดแบบนี้ (เฉพาะด้าน) เป็นเพราะว่าเราหาด้านที่ตัวเองเจอแล้วมากกว่าหรือเปล่า ถ้าย้อนกลับไปตอนซัก ม.3 เราจะยังคิดแบบนี้อยู่มั้ย มันอาจจะเหมือนกับ ABZee (มึงไปหาชื่อให้มันเขียนง่ายๆ หน่อยซิ) บอกก็ได้ว่า เป็นแค่การเปิดโอกาสให้ลองค้นหาสายวิชาที่ถนัดมากกว่า ถามคนที่ค้นพบตัวเองเจอแล้ว กับถามคนที่ยังตัดสินใจอะไรกับชีวิตไม่ได้ (ซึ่งเมืองไทยมีเยอะ) มันคงได้คำตอบที่่ต่างกันพอควร

#9 By mk (58.9.247.62) on 2005-05-15 21:26

ผมเองคิดว่า ควรเรียนให้รู้ทุกด้าน เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้า เราจะไปเป็นยังไง แต่ถ้าเรารู้ว่าเราชอบอะไรก็ไม่ควรปิดกั้น ทางเลือกน่ะนะ ไม่รู้สิพูดไม่ถูก แต่ผมคิดอย่างนี้นะ และจะดีใจมากๆถ้าระบบการศึกษาไทย ให้ทางเลือกกับคนเรียน

#10 By ณัฐ on 2005-05-15 21:32

อืม.. รู้รอบทุกด้าน แต่มีอย่างน้อยสักด้านที่รู้กระจ่าง
แต่ก็คิดเหมือน house นะที่ว่า วิชาที่ไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน
แล้วให้เีรียนได้เกรดดีๆ ให้เหนื่อยไปทำไม

เราคิดว่ายังไงก็ควรจะเรียนให้รู้ไว้
แต่ไม่น่าเอาคะแนนมาบังคับ เพื่อใช้ในการต่อ มหาลัย

เพียงแต่ว่าตั้งเกณฑ์ให้เหมาะสมว่าควรจะรู้ขั้นต่ำแค่ไหน

#11 By kaze on 2005-05-16 10:34

นึกถึงเพลง "ไข่เจียว" ของเฉลียง

#12 By dog mulder on 2005-06-09 10:08

มันก็ยังหาความพอดีไม่ได้น่ะครับ บางครั้ง รู้รอบตอบได้ + ชอบอะไรเป็นพิเศษ มันจะหาคำตอบให้กับตัวเองได้

ตอนเด็กๆเราหาสิ่้งที่เราชอบเจอไม่เหมือนกันนะครับ บางคน ไม่กี่ขวบก็เจอ บางคน จะยี่สิบแล้ว ยังนึกไม่ออกเยย

เรียนแบบบูรณาการณ์ คับ
คือ เอาทั้งสอง ตัวมารวมกัน
ไม่รู้ว่า ความคิด ผม จะ แย่มากรึปล่าว
แต่ มันเป็นความคิดแค่ไร้สาระของผมเองคับ

#14 By goog (61.7.129.22) on 2005-06-16 20:59

ตอบ #14 อย่าไป discredit ความคิดตัวเองสิครับ จะทำให้ความคิดสร้างสรรค์เราหมดไปนะเอ้อ

#15 By P.S. on 2005-06-17 23:04

(คำถามแอบยาก)
โมจิว่า วิชาความรู้เมื่อเรียนระดับสูง จะพบว่ามันค่อนข้างจะสัมพันธ์กันหมด หรืออย่างน้อยก็มีส่วนซึ่งทับซ้อนกัน
เรียกว่า จะเข้าใจเรื่องนั้นเรื่องนี้ ต้องใช้ความรู้หลายๆวิชาประกอบกัน

ดังนั้น จะ"รู้หนึ่งให้กระจ่าง" จะต้อง"รู้รอบตอบได้เสียก่อน"

(อาจจะเป็นเพราะโมจิเรียนทางสายแพทย์ และการจะเข้าใจเนื้อหาวิชาจำเป็นจะต้องรู้ในด้านฟิสิกส์ และเคมี เพียงแต่อาจจะไม่ได้รู้ลึกอย่างพวก วิศวะ หรือว่า นักเคมี เพียงแต่ต้องรู้เรื่องพวกนี้เป็นพื้นฐานในการที่จะเข้าใจ)

#16 By โมจิ on 2005-06-18 21:11

#17 By อดุลย์ (61.19.121.218) on 2005-07-27 12:00

#18 By อดิศักดิ์ (61.19.121.218) on 2005-07-27 12:02

#19 By วัชรกร (61.19.121.218) on 2005-07-27 12:02

ในความคิดผม ผมคิดว่า รู้รอบตอบได้(บ้าง)ควรจะเป็นพื้นฐานในตอนต้นครับ
ส่วนการรู้ลึกนั้น เป็นที่ตัวบุคคลและความถนัดของเขาครับ
ว่าเขาจะ (upgrade) ตัวเองไปในทางใด แค่ไหน
บางคนอาจรู้ลึกไปในทางนึง
บางทีคุณจะพบว่ามันก็มีบางคนที่รู้ลึกในทางนึง
แต่เขาก็มีความสามารถในอีกทางนึงด้วยเช่นกัน
เราทุกคนก็อยากจะรู้ลึกในทุกๆด้านนั่นแหละ
แต่ด้วยสภาพแวดล้อมทางกายภาพและจิตใจแล้วมันทำไม่ได้

การที่รู้รอบตอบได้กับการที่รู้ลึกนั้น มันจะมีประโยชน์อันใด หากไม่ได้นำมาประยุกต์ใช้ในทางสร้างสรรค์

มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคมครับ ต้องมีสองพวกนี้
ถ้ามีแต่พวกที่รู้ลึกอย่างเดียวด้านใดด้านนึงก็คงคุยกันไม่รู้เรื่อง
ถ้ามีแต่พวกที่รู้รอบตอบได้ก็คงยากหากตัดสินใจทำอะไรซักอย่างนึง
สองพวกนี้ถ้าได้ประสานงานกันเมื่อไหร่
มันก็คงเกิดอารยธรรมขึ้นมาสักอย่างนึงแหละ

#20 By Aun (203.156.190.37) on 2005-08-27 17:38

#21 By (203.113.62.8) on 2006-02-22 20:03

#22 By ดล (203.150.135.188) on 2007-06-22 14:52

#23 By (58.9.220.102) on 2007-07-16 17:47

ไอควาย

#24 By แพรรักนุ๊ก (222.123.208.136) on 2007-10-07 20:26

โดยส่วนตัวคิดว่าคงมีเด็กๆ ไม่น้อยที่ไม่รู้ว่าตัวเองเหมาะจะทำอะไร ดังนั้นการเปิดกว้างจะช่วยให้เขาสามารถค้นหาตัวเองได้ แต่บางทีกว้างมากไปจนตัดสินใจไม่ถูกก็มี..

เลยคิดว่าน่าจะมีการเปิดสอนแนวกว้างในระดับการศึกษาเริ่มต้น แล้วค่อยๆ ลงลึกในวิชาเฉพาะด้านเพื่อให้เด็กๆได้รู้และเข้าใจตัวเองได้ว่าชอบหรือมีทักษะทางด้านไหน..

จากนั้นก็ส่งเสริมในด้านที่เขาถนัด..

ถ้าเขาถนัดรู้รอบก็ส่งเสริมให้เขา..

ถ้าเข้าต้องการรู้หนึ่งให้กระจ่างก็ตามเขาครับ..

คิดว่าการรู้รอบก็เป็นทักษะอย่างนึงเหมือนกัน เพราะคนทุกคนคงไม่ได้รู้รอบไปซะหมดใช่มั้ยsad smile

#25 By mikura on 2007-10-21 11:15

ต้องเปลี่ยนค่านิยมครับ ไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัย ไม่ต้องรับพระราชทานปริญญาบัตร คนกวาดถนนก็เป็นคนน่านับถือพอๆกับกรรมกรก่อสร้างหรือเด็กเลี้ยงควาย และดอกเตอร์

คำถามที่ถามมันยังติดกรอบว่าถ้าเข้าสถาบันการศึกษาสูงๆ มันดีกว่า แล้วก็มาคิดรายในละเอียดว่าไอ้ที่จะเข้าไปในที่ที่ดีกว่า ทำแบบไหนถึงจะดี

วิธีคิดเบื้องหลังคำถามน่ะครับ ผิด คำตอบมันจะวนไปวนมา

#26 By cyborg9 on 2007-10-28 00:11

เรียนเข้ามหาลัยมันก็ต้องชำนาญด้านเดียวเนอะ!

แต่ไอ้เรื่องรู้รอบถ้ามีก็ดี แต่จะมาวัดคะแนนมันคงไม่ดีเท่าไหร่ มันเหมือนเอาจอมเวทย์ไปฝึกดาบนั่นแหละ - -
เรียนเข้ามหาลัยมันก็ต้องชำนาญด้านเดียวเนอะ!

แต่ไอ้เรื่องรู้รอบถ้ามีก็ดี แต่จะมาวัดคะแนนมันคงไม่ดีเท่าไหร่ มันเหมือนเอาจอมเวทย์ไปฝึกดาบนั่นแหละ - -