ดูๆรายการหนังสือของ paepae แล้ว ก็ย้อนดูตัว

เสียในงานสัปดาห์หนังสือไปราวๆ 2600 บาท ไม่สูงมากนัก แต่หากคำนวณยอดเงินเฉพาะค่าหนังสือต่างๆ ที่ผมซื้อแล้ว จะเป็นเป็นวงเงินสูงเกือบๆ 30,000 บาทต่อปี -_-"

ไม่น้อยเลย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี

ไม่รู้ผมซื้อหนักขึ้นหรือหนังสือราคาแพงขึ้นกันแน่ น่าจะอย่างหลังมากกว่า

ผมเล็ง "เพชรพระอุมา" ไว้ตั้งแต่ชุดละ 5000 บาท ปัจจุบัน ราคาพุ่งไปเป็น 14,000 บาท ได้แต่มองตาละห้อย

หนึ่ง เพราะอ่านจบแล้ว(ช่วงนั้น ผมอยู่กินนอนที่หอสมุดแห่งชาติ)

สอง ถ้าซื้อชุดนี้ ผมจะไม่ได้ซื้ออีกหลายๆเล่มที่ผมอยากได้

เป็นเรื่องน่าเศร้าของหนอนหนังสือจริงๆ

คนใกล้ตัวผมจะรู้ดีว่า ผมใช้เวลาเลือกหนังสือ แปรผกผันกับ ปริมาณเงินในกระเป๋า ถ้าเงินเยอะ จะเลือกเร็ว หยิบทุกเล่มที่อยากได้ แต่ถ้าเงินน้อยจะคิดหนัก เลือกช้า นาน เผลอๆก็ยืนอ่านเอาเลย

ปัญหาหนึ่งที่ค้างในใจมานานคือ ทำไมหนังสือแพง?

ผมเคยเข้าไปดูข้อมูลของบริษัทกระดาษ แต่ก็ไม่รู้เรื่อง และยังไม่เข้าใจถึงหลักการกำหนดราคา แต่เคยได้ยินมาว่า กระดาษ เป็นสินค้าที่มีวัฏจักร ประมาณ 8-10 ปี และ สนพ. นิยมซื้อสำรองไว้พอใช้ 6-8 เดือนขึ้นไป

เนื่องจากรอบค่อนข้างนาน และการจัดการคงคลัง ดังนั้นราคากระดาษไม่น่าผันผวนจนเกินความสามารถของสนพ.

ปัญหาก็ยังอยู่ ทำไมหนังสือแพง?

ที่เป็นไปได้ คือฐานคนอ่านยังน้อย พิมพ์หนังสือจำนวนมากไม่ได้ จึงไม่เกิดการประหยัดจากขนาด(Economy Of Scale) หลักฐานที่ชี้ชัดคืองานวิจัย อัปยศ ว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละ 6 บรรทัด และจำนวนพิมพ์ต่อครั้ง ของหนังสือ

นอกจากนี้ จำนวนปก ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ยิ่งมีโอกาสสูงที่หนังสือบางเล่มจะขายไม่ออก และขาดทุน ทำให้ สนพ. ต้องทำกำไรชดเชย จากเล่มที่ขายดี ซึ่งก็กระตุ้นให้ราคาหนังสือแพงขึ้นไปอีก

เป็นตลกร้าย ของคนรักหนังสือ ทุกคนก็ต้องกินต้องใช้ ทั้งสนพ. และ นักเขียน ราคาต่ำกว่านี้พวกเขาก็อยู่ไม่ได้

แก้อย่างไร?

ทางหนึ่งคือเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุน โดยการลดภาษี หรือ ช่วยรับภาระส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นไปได้ยาก และรัฐบาลไม่ทำแน่ เมื่อ รัฐบาลยังจำเป็นต้องใช้เงินมหาศาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และนี่ไม่ใช่งานที่นำไปหาเสียงได้ แม้จะเป็นประโยชน์ในระยะยาวก็ตาม

ผมคิดว่าทางที่ดีกว่าคือการขยายฐานคนอ่าน หากมีคนอ่านมากขึ้น ตลาดกว้างขึ้น น่าจะช่วยให้จำนวนพิมพ์ต่อครั้งสูงขึ้น หนังสือค้างสต็อคลดลง และทำให้ต้นทุนต่อเล่มต่ำลง กลไกตลาด ที่เกิดจากการแข่งขันของ สนพ. ต่างๆ ก็จะค่อยกดดันกันเอง จนราคาต่ำลง นี่จะเป็นวิธีที่ดีกว่า และยั่งยืนกว่า

ช่วยกันนะครับ วันนี้คุณอ่านหนังสือแล้วหรือยัง?


edit @ 2005/04/27 21:50:06

Comment

Comment:

Tweet

อ่านแล้วครับ

#9 By ข่าวประชาสัมพันธ์ (61.91.144.239) on 2005-09-03 00:46

โมจิก็งงๆเหมือนกัน เพราะนักเขียนมักบ่นว่า "จน" เสมอ ทั้งๆที่โมจิว่าหนังสือก็ราคาไม่ได้ถูก

คล้ายๆกับที่คนเค้าบอกว่า ไปงานหนังสือ คนเยอะมากๆ แสดงว่าคนไทยอ่านหนังสือกันมากขึ้น แต่ในใจโมจิกลับเถียงว่าไม่จริง เพราะเห็นคนมุงๆกันเฉพาะบางบูธ และคนไทยไม่น้อย ที่ซื้อแต่หนังสือดารา เพราะความอยากรู้มากกว่า
โมจิรู้สึกว่ามันไม่ใช่การอ่านจริงๆ เพราะว่า อ่านในวงจำกัด เฉพาะเรื่อง
โมจิจึงค่อนข้างจะคิดว่า คนไทยไม่ได้อ่านหนังสือเยอะขึ้นเท่าไหร่เลย

#8 By โมจิ on 2005-06-18 21:34

แนะนำว่า เข้าร้านหนังสือคราวหน้า มองหาหนังสือ "เวลา" ของคุณชาติ กอบจิตติ (เรื่องนี้เป็นซีไรต์เรื่องที่ 2 ของเค้าต่อจาก "คำพิพากษา")
แล้วเปิดไปอ่านหน้าคำนำ ที่คุณชาติเค้าเขียนไว้เอง
เรื่องเดียวกันนี่แหละครับ
แล้วจะรัก สนพ.หอน ของเค้า หรืออย่าง สนพ.ผีเสื้อ นี่ก็น่านับถือ

ทุกวันนี้หนังสือมันแพงจริงๆ พับผ่าสิ...

#7 By dog mulder on 2005-06-09 10:07

ร้านเช่าถึงได้ผุดขึ้นมาจากช่องว่างอันนี้ มันเกิดจากการบีบของเศรษฐกิจแน่นอน เพียงแต่ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ก็ยังเป็นที่สับสน

ต่อไปสำนักพิมพ์อาจต้องพิมพ์ส่งร้านเช่าเอง เหมือนกับร้านเช่าวิดีโอ

#6 By markpeak on 2005-04-26 11:45

เอ... แต่จริงๆ ถ้าฐานคนอ่านเยอะขึ้น สนพ. ก็ต้องพิมพ์มาสต๊อกเยอะขึ้นนะ เพราะฉะนั้น "หนังสือค้างสต๊อก" ไม่ลดลงแน่นอน แต่จะทำให้ต้นทุนถูกลง

....จำได้ว่า นิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ของญี่ปุ่น มีที่พิมพ์แล้วเหลือทิ้งหลักหมื่นหลักแสนเล่ม ....แต่มันก็น่าจะเอาไปรีไซเคิลได้นี่นะ

#5 By PaePae on 2005-04-26 00:19

เอาใหม่ๆ ลืมทำลิงก์

ตอบๆ
http://paepae.exteen.com/20050426/entry

#4 By PaePae on 2005-04-26 00:04

ตอบๆ
http://paepae.exteen.com/20050426/entry

#3 By PaePae on 2005-04-26 00:03

เรื่องไม่อ่านหนังสือนี่ผมปลงเเล้ว มันเป็นรสนิยมของคนไทยมั้ง
ต่างจังหวัดนี่ไม่ต้องพูดถึงเลยนะ เเบบว่า ไม่อ่านคือไม่อ่านน่ะ มันไม่อ่านกันจริงๆ

#2 By nuut on 2005-04-25 22:42

ผมมีความเห็นว่า บริการหนังสือควรเป็นสิ่งสาธารณะที่รัฐสนับสนุนควบคู่ไปกับการศึกษา
ห้องสมุดที่เป็นของรัฐควรจะมีหนังสือทุกประเภทที่ประชาชนต้องการและได้ใช้ (และกรุณา update)

การให้การศึกษาที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่แค่เพิ่มการศึกษาขั้นบังคับกับนักเรียน โดยนักเรียนได้แต่เรียนตามๆเพื่อนกันไป พอจะทำรายงานก็มีปัญหาว่า
"ทำไมห้องสมุดนี้ไม่มีหนังสือที่หนูต้องการใช้ศึกษาเลย"

ช่วงที่ผมยังเป็นนักเรียนมปลายอยู่ กระแส self study มาแรงมากในหมู่อาจารย์ (ซึ่งไม่รู้ว่าเข้าใจความหมายคำนี้กันว่าไง)
แต่พอเอาเข้าจริง กลับไม่มีสื่อความรู้ให้นักเรียนได้ศึกษากันเอง
"มีัแต่บอกให้ไปอ่านหนังสือเล่มนั้น-เล่มนี้ ไปอ่านกันมานะนักเรียน พรุ่งนี้จะมี test"

#1 By ABZee on 2005-04-25 22:36