พ้นน้ำ

posted on 15 May 2008 10:53 by house  in Finance

มาจดไว้ซักหน่อย

 เข้าไปเช็ค port ตอนสิบโมงครึ่ง พบว่า ตัวเลขมูลค่าโผล่พ้นต้นทุนเป็นครั้งแรกนับจาก 1 มค 2551(พูดง่ายๆคือหลังปีใหม่มันขาดทุนมาตลอด) รวมระยะเวลาขาดทุนก็ 136 วันพอดิบพอดี

มูลค่าพอร์ตลดลงต่ำสุดเฉลี่ยประมาณ 8%  สาเหตุมาจาก หุ้นตัวหลักมีความไม่แน่นอนของกำไรในระยะกลางสูง และมีความแน่นอนว่ากำไรในระยะสั้นจะแย่ลง ส่งผลให้ราคาลดลงไปเกือบๆ 40% การลดลงนี้กระเทือนกำไรมาก เนื่องจากเคยถือเป็นสัดส่วนสูงเกือบครึ่งหนึ่งของพอร์ต(41% ณ วันต้นปี)

ตลอดสี่เดือนครึ่งที่ผ่านมา การแก้ไขสถานการณ์ทำโดยการระบายหุ้นหลักออกไปกว่าครึ่งหนึ่งในราคาลดกระหน่ำ 30-40% แล้วย้ายการลงทุนไปในกลุ่มที่มีแนวโน้มว่าปัจจัยพื้นฐานจะดีขึ้น หุ้นที่พื้นฐานไม่ดีถูกขายทิ้งทั้งหมด หุ้นในกลุ่มใส่เกียร์ว่าง ก็โดนระบายออกไปด้วยเช่นกัน 

 หุ้นที่นำเข้ามา โดยมากมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง แต่ได้รับผลกระทบในเชิงลบเกินกว่าความเป็นจริงในปีที่ผ่านมา การพื้นตัวของหุ้นกลุ่มนี้แบบยกเซ็ต บวกกับผลประกอบการแบบก้าวกระโดดของหุ้นที่เหลือ การแก้ไขปัญหาคงค้างในเรื่องผลตอบแทนผู้บริหารของบริษัทค้าเคมีแห่งหนึ่ง ส่งผลให้พอร์ตฟื้นตัวขึ้ืนมาได้ในที่สุด แนวโน้มทั้งหมดนี้เห็นชัดเจนมากว่าสองอาทิตย์แล้ว ค่อนข้างพอใจกับการตัดสินใจของตัวเองในต้นปีนี้มาก

 ปันผลปลายเดือนนี้และเงินภาษีที่กำลังจะได้คืน คงทำให้ปีนี้มีผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีได้ต่อไป

เวลาเป็นเงินเป็นทอง

posted on 12 May 2008 20:38 by house  in Finance

entry คณิตแสด คราวก่อน ความนิยมค่อนข้างดี ว่าแล้วก็เขียนต่อดีกว่า แต่เป็นคณิตศาสตร์เงินๆทองๆนะ เพราะผมชอบ

เราทุกคนรู้ดีว่า เงิน 1 บาทในวันนี้ย่อมมีค่ามากกว่าเงิน 1 บาทในอนาคต เพราะถ้าให้เลือกว่าจะรับเงินร้อยนึงวันนี้ หรือจะรับอาทิตย์หน้า แทบทุกคนคงบอกว่า เอามาวันนี้เลยดีกว่า อย่ามัวยึกยัก

แต่เอาใหม่ จะรับร้อยนึงวันนี้ หรือรอไปอีกอาทิตย์นึงแล้วรับสองร้อยล่ะ? คราวนี้เราจะพบว่าเสียงเริ่มแตก บางคนเอาวันนี้ หลายๆคนอาจจะยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ขอสองร้อยในอาทิตย์หน้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเวลาหนึ่งสัปดาห์ สำหรับแต่ละคน มีค่าไม่เท่ากัน คนรับเงินเลย มองว่า เวลา 1 อาทิตย์มีค่ามากกว่า 100 บาท การรับเงินในวันนี้ได้กำไรมากกว่า ในขณะที่คนรับทีหลังมองว่าเวลามีค่าน้อยกว่าเงิน 100 บาท ดังนั้นเขายินดีรอ

ในทางเศรษฐศาสตร์ เราจึงถือว่า เงินเ้ปลี่ยนมูลค่าไปได้ตามเวลา และเรียกว่า ค่าของเงินเทียบกับเวลา(Time Value Of Money) ค่านี้สำหรับแต่ละคนมีค่าไม่เท่ากัน โดยไปขึ้นกับค่าเสียโอกาส ของแต่ละคน เงิน 10,000 บาท สำหรับคนธรรมดาทั่วไป อาจมีค่าเพียง 10,200 ในปีหน้า(ฝากแบงค์ดอก 2%) แต่ในมือของนักธุรกิจมือฉมัง มันอาจมีค่าถึง 20,000 ในปีหน้าได้ไม่ยาก

ดังนั้น ถ้าเราๆท่านๆมีข้อเสนอว่าจะรับเงิน 10,000 วันนี้หรือ 12,000 ปีหน้า เราควรเลือกรับปีหน้า เพราะเราเองไม่มีปัญญาทำให้เงินงอกได้แบบนั้น แต่นักธุรกิจจะับอกว่าขอเงินวันนี้้เลย เพราะเขาทำได้ดีกว่านั้น นั่นแปลว่า เงินจำนวนเท่ากันในปัจจุบันของแต่ละคน ก็มีมูลค่าในอนาคตไม่เท่ากันเช่นกัีน  ซึ่งหาได้จาก

PV = FV/(1+i)^n 

 เมื่อ

PV = มูลค่าปัจจุบัน

FV = มูลค่าอนาคต

i = อัตราผลตอบแทนคาดหวัง-หน่วยเป็น %ต่องวด

n = จำนวนงวด(หรือปี)ที่ผ่านไปในอนาคต

 จะเห็นว่า ที่เ้งินเท่ากัน เวลาเท่ากัน(n, PV คงที่) การที่มูลค่าอนาคตไม่เท่ากัน เพราะว่าอัตราผลตอบแทนที่ทำได้ไม่เท่ากันนั่นเอง

 แนวคิดค่าของเงินเมื่อเทียบกับเวลานี้ ถูกเอามาใช้กว้างขวางในแวดวงการเงิน เช่นประกันชีวิตจะจ่าย 1 ล้านในอีก 20 ปีข้างหน้า สำหรับเบี้ยประกันวันนี้ ประกันชีวิตทำอย่างนั้นได้ เพราะมูลค่าปัจจุบันสำหรับเงิน 1 ล้านบาทในอนาคตนั้น ต่ำกว่าเบี้ยประกันรับในวันนี้ของเขา ในขณะเดียวกัน สำหรับคนทำประกันแล้วเขาจะคุ้มก็ต่อเมื่อ 1 ล้านบาทในอนาคต มีค่าสูงกว่า มูลค่าอนาคตของเบี้ยประกันที่เขาจ่าย 

 หรือที่ใกล้ตัวกว่านั้น ที่ธนาคารเสนอดอกเบี้ยแล้วเราเอาเงินไปฝาก เพราะมูลค่าอนาคตของการฝากธนาคารสูงกว่าการเก็บเงินไว้เฉยๆ และธนาคารยินดีให้ดอกเบี้ยเราเพราะว่าธนาคารเห็นว่ามูลค่าอนาคตของเงินที่ธนาคารได้ไป สูงกว่ามูลค่าอนาคตของเงินที่ธนาคารต้องจ่ายเรานั่นเอง

อาจกล่าวได้ว่า แท้จริงแล้ว "ดอกเบี้ยคือมูลค่าของเงินในระยะเวลา 1 ปี" นั่นเอง ดอกเบี้ยที่ใครได้ีรับก็คือมูลค่าเวลาของคนๆนั้น

แล้วคุณล่ะ เวลา 1 ปีมีมูลค่าเท่าไหร่?

งวดนี้เขียนช้า ทะลุเดือนเมษามาแล้วหลายวัน สาเหตุที่ดีเลย์เพราะเกิดแรงบันดาลใจกระทันหันเกี่ยวกับเปียโน(เหมือนจะฟังขึ้น )

สามอาทิตย์ก่อนตอบๆกระทู้เกี่ยวกับ Intelligent Design แล้วเกิดคิดถึงนิยาย Series Uplift ขึ้นมาตะหงิดๆ ด้วยว่าสมัยเรียนอาจารย์สปอยด์ไว้เยอะ นัยว่า ช่วยๆไปหามาอ่านหน่อยเถอะ อ. หาคนคุยด้วยไม่ได้ อ่านคนเดียวมันเหงา ภาษาสมัยนั้นก็ใช่ว่าดี(ตอนนี้ก็ยังไม่ดี) แถมอยู่ในช่วงลุ้นทำโปรเจ็กซ์จะจบแหล่ไม่จบแหล่ ก็ดองไว้ จนเกิดระลึกได้ขึ้นมาก็เลยไปเดินคิโนะที่พารากอน

แต่มันมีแต่เล่มสองครับ !!!

 ด้วยความไม่อยากอ่านไซไฟกลางปล้อง มองซ้ายมองขวา(คือเข้าร้านมาแล้วถ้าไม่เสียเงินใจจะไม่สงบ) สายตาก็เลยมาจบที่ The Ultimate Hitchhiker's Guide  ซึ่งเป็นหนังสือรวมผลงานของ  Douglas Adams

ผมรู้จักหนังสือเล่มนี้มาก่อนจากเว็ปรีวิวหนังสือที่ผมรักอย่าง BooksILove.com (แต่มันตายไปแล้ว ) ซึ่งรีวิวไว้สั้นๆสองบรรทัด อย่างน่าประทับใจดังนี้

นักอ่านไซไฟนี่มี​อยู่​สองประ​เภทครับ​ (Don't Panic!) ​คือพวกที่คิดว่า​ tHGttG ​เป็น​หนังสือยอดเยี่ยมลึกซึ้งอุดม​ด้วย​ปรัชญามากมาย​ ​กับ​พวกที่คิดว่าหนังสือชุดนี้นี่มันไร้สาระสุดๆ​ ​แต่สนุก​เป็น​บ้า​ ​แบบว่าขำ​กลิ้ง​ ​เนื่อง​จาก​ผม​เป็น​คม​ไม่​ชอบคิดมากก็​เลยออก​จะ​เอนเอียงไปทางพวกหลังนะครับ

หลังจากอ่าน prelude ก่อนเข้าเรื่องแล้วผมก็สรุปได้ว่าเรื่องนี้มันบ้าและไร้สาระจริงๆแหะ บ้าจนน่าสนใจที่จะอ่าน!

เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อ ฟอร์ต พรีเฟ็ค ชาวดาวเบอร์ทังกูส โบก UFO ลูกคนรวย(ที่ชอบไปลอยแถวๆที่ไม่ค่อยมีคนเห็น แล้วคอสเพลล์ชุดแปลกๆลงมาให้มนุษย์โลกตกใจเล่น ว่างๆก็วาร์ปตัวชาวโลกขึ้นไปดูกันหัวร่อเอิ๊กอ้าก A.K.A เด็กแว้นซ์อวกาศ) มาลงที่โลก แล้วมารู้จักสนิทสนมกับอาเธอร์ เดนต์(พระเอก) จนทันช่วยพาหนีไปตอนชาวดาวโวกอน ขับยานมาทำลายโลกด้วยเหตุที่ว่าต้องการสร้าง Hyperspace Bypass

 ด้วยเหตุที่ว่าคำประท้วงของโลกไม่เป็นผล(เนื่องจาก เรื่องนี้ถูกอนุมัติตั้งแต่ ห้าสิบปีมนุษย์ก่อน และโลกโดนประกาศเวนคืนไปแล้ว ชาวโลกไม่มีการประท้วงไปยังสำนักงานเขตที่อัลฟาเซนทอรีในกำหนดเวลา "มันห่างแค่สี่ปีแสงเองนะ หัดสนใจเรื่องรอบตัวซะมั่ง" ชาวโวกอนประกาศ) ดังนั้นหลังจากผมอ่านไป 26 หน้า ผมก็พบว่าโลกเป็นเศษฝุ่นอวกาศไปแล้ว

tHGttG ยังนำเสนอความบ้าถัดจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของอวกาศอย่าง Impropability Drive(เครื่องขับเคลื่อนความไม่น่าจะเป็น) ความจริงที่ว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตฉลาดเป็นอันดับสามของโลก(อันดับสองคือโลมา- เราโง่มากที่ดูไม่ออกว่า ท่ากระโดดหมุนตัวกลางอากาศสองรอบลอดห่วงแปลว่า ชาวโวกอนกำลังจะมาทำลายโลกขอให้โชคดี ส่วนอันดับหนึ่งไปอ่านเองดีกว่า ) บทพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้า(ที่อ่านแล้วอึ้ง!) ไปจนถึงคำตอบของคำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกและจักรวาล(= 42 พิสูจน์แล้ว)

 เอาเป็นว่า ถ้าอยากอ่านไซไฟบั่นทอนปัญญา ก็เล่มนี้แหละครับ ผมดันลัดคิว พวกในลิสต์ หกเล่มแรกขึ้นมาก่อนเลยรับประกันได้ว่า

"อ่านแล้วไม่ฉลาดขึ้น"

 เอ๊ แล้วจะมีคนอ่านมั้ยนี่